สัมภาษณ์ซาร่า กรูเอ็น 3

Q:             มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นบนรถไฟ หรือไม่ก็ข้างทางรถไฟ มันคือฉากหลักของหนังสือเลยสิครับ

SG:             จริงๆ แล้วสังคมของผู้คนที่ทำงานในคณะละครสัตว์ ล้วนเกิดขึ้นบนรถไฟที่กำลังแล่นอยู่ เพราะพอพวกเขามีโอกาสได้ลงจากรถไฟ ก็ต้องวุ่นวายกับการตั้งเต็นท์ การแสดง และก็การเก็บเต็นท์จนแทบไม่ได้สุงสิงกับใคร ดังนั้นทุกอย่างจึงมักเกิดขึ้นบนรถไฟ จะเรียกว่าชีวิตของพวกเขาดำเนินอยู่บนรถไฟก็ว่าได้ค่ะ

Q:             คุณเล่าให้ฟังถึงภาพที่จุดประกายให้คุณเขียนนวนิยายเกี่ยวกับละครสัตว์ แล้วคุณตัดสินใจใส่เรื่องราวของจาคอบจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเข้าไปในหนังสือได้อย่างไรครับ

SG:            ฉันจำเรื่องราวตอนที่พระเจ้าสร้างโลกได้ไม่ละเอียดนักหรอกค่ะ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ฉันชอบมากเกี่ยวกับวรรณคดีอังกฤษก็คือ ความซับซ้อนหลายระดับของมัน ฉันขอยกตัวอย่างงานเขียนเรื่อง เดอะ สโตน แองเจิ้ล ของมาร์กาเร็ต ลอว์เร็นซ์ นะคะ เพราะมันมีความซับซ้อนหลายชั้นมาก ซึ่งวรรณคดีอังกฤษแท้ๆ จะเป็นแบบนั้น เพราะถ้าคุณไม่รู้ คุณก็จะไม่คิดอะไร แต่ฉันว่ามันคงสนุกดี ถ้ามีคนสังเกตเห็น และนึกขึ้นได้

Q:             การเขียนหนังสือ มักเป็นความท้าทายเสมอ การจะเขียนหนังสือให้จบสักเล่ม นักเขียนมักขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ยอมสุงสิงกับใคร

SG:             แต่สำหรับหนังสือเล่มนี้ ฉันมีอันต้องหยุดเขียนไปนานเพื่อไปทำอย่างอื่นหลายครั้ง โดยครั้งแรกนั้น นานถึงสิบแปดอาทิตย์ หลังจากนั้น ก็รีบกลับมาปั่นครึ่งแรกให้เสร็จ ต่อจากนั้นก็มีคนที่เคยจ้างให้ฉันเขียนงานเขียนด้านเทคโนโลยีโทรศัพท์มาหา เพื่อเสนอโปรเจ็คงานเขียนสั้นๆ ราวๆ สี่อาทิตย์ ฉันเลยต้องรีบรับ เพราะได้เงินเร็ว

แต่ปรากฏว่าจากสี่อาทิตย์ที่ตกลงกันเอาไว้ ยืดยาวไปเป็นสี่เดือนของการทำงานที่หนักสิบ – สิบเอ็ดชั่วโมงต่อวัน เพราะมันเกี่ยวข้องกับเซอร์เวอร์ เอสคิวแอล ดาต้าเบส และดาต้าไฟล์เอ๊กซ์ เอ็ม แอล เล่นเอาฉันหมดแรงไปเลยค่ะ กว่าจะดึงสมาธิกลับมาที่ตัวละครได้ก็ยากน่าดู เพราะฉันทิ้งไปตอนที่ความคิดกำลังบรรเจิดพอดี ฉันใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งกว่าจะดึงตัวเองออกจากโลกปัจจุบัน เข้ามาอยู่ในโลกนวนิยายได้

Q:             เมื่อย้อนกลับไปช่วงที่คุณยังทำงานเขียนด้านเทคโนโลยีอยู่ ก่อนที่คุณจะเขียน ไรดิ้ง เลซซันส์ ตอนนั้นคุณคิดอยากจะเขียนหนังสือนวนิยายบ้างไหมครับ

SG:            อยากที่สุดเลยค่ะ เพราะฉันอุตส่าห์เรียนวรรณคดีอังกฤษมา ก็เพราะฉันอยากเขียนหนังสือ ฉันเขียนมาตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ นิยายเล่มแรกของตัวเอง ยาวขนาดสมุดการบ้านสามเล่มเลยนะคะ เป็นเรื่องของม้าในจินตนาการ ที่จู่ๆก็โผล่ขึ้นมาอยู่ในสนามหลังบ้าน บังเอิญมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาเจอมันเข้า ก็เลยขี่มันข้ามรั้วออกไป มันเป็นสิ่งที่ฉันอยากทำเสมอมา

พอฉันเรียนจบ ได้รับปริญญา จากนั้นก็ได้งานเป็นนักเขียนด้านเทคโนโลยี – ซึ่งเป็นงานที่ดีทีเดียว – แต่ฉันกับสามีก็มักชอบคุยกันเรื่องที่ ฉันอยากเกษียณตัวเองก่อนกำหนด เพื่อจะได้มีเวลามาเขียนนิยาย จะได้ดูว่าพอไปได้มั้ย

ฉันทำงานเขียนให้กับบริษัทที่ผลิตซอฟท์แวร์ด้านสถิติ จากนั้นก็โดนเลิกจ้าง และในขณะที่กำลังเตรียมจดหมายสมัครงานอยู่นั้น สามีก็ถามว่า “ทำไมคุณไม่ลองตอนนี้เลยล่ะ” และฉันก็ย้อนกลับไป “ได้เหรอคะ” เขาเลยแนะว่า “น่าจะลองซักสองปี หรือไม่ก็สองเล่ม และถ้ามันไปไม่ได้ คุณก็ค่อยกลับไปเขียนงานเขียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีตามเดิมแล้วกันจ้ะ”

Q:             แล้วมันใช้เวลาสองปี หรือว่าสองเล่มกันครับ

SG:            สองเล่มค่ะ ก่อนเรื่อง ไรดิ้ง เลซซันส์ มันเป็นอะไรที่ฉันเรียกว่า “เก็บเข้าลิ้นชักไปเลย”

Q:            แสดงว่าไม่มีใครมีโอกาสได้เห็นมันเลยสิครับ

SG:            สามีของฉันขู่ว่า ถ้าฉันตายเขาจะเอามันออกขาย แต่ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ จะไม่มีใครได้เห็นมันแน่นอน

Q:             นั่นยิ่งทำให้ตายไม่ได้เลยสิครับ ต้องเฝ้าเอาไว้ไม่ให้ใครอ่าน

SG:             ค่ะ มันแย่มากเสียจนไม่สามารถพิมพ์ออกมาได้เลยล่ะ

ยังมีต่อนะคะ😉

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s