สัมภาษณ์ซาร่า กรูเอ็น ตอนจบ

ช่วงสุดท้ายแล้วค่ะ

Q:            ผมชอบถามคนทั่วไปว่า ถ้าคุณคิดจะแต่งตั้งนักเขียนดีเด่นในแต่ละทศวรรษของตัวเองขึ้นมา จะมีใครบ้างครับ

SG:          สำหรับนักเขียนในดวงใจของฉันคงไม่ค่อยจะเข้าสมัยเท่าไหร่นักหรอกค่ะ เพราะชอบอ่านนวนิยายยุควิคตอเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ

Q:             ไม่เป็นไรครับ งั้นนักเขียนดีเด่นของซาร่า กรูเอนคือใครกัน

SG:            ก็คงต้องเป็นนักเขียนสมัยวิคตอเรียนน่ะค่ะ ตอนช่วงอายุยี่สิบกว่า ฉันชอบดี เอช ลอว์เรนซ์ ถ้าไม่อย่างนั้นก็งานเขียนของนักเขียนแคเนเดียนอีกหลายคน อย่างเรื่อง เดอะ แบล็ค มาดอนน่า ของดอริส เลสซิ่ง นี่ชอบมากๆ เลยค่ะ มาร์กาเร็ต แอ็ทวู้ด ก็ชอบ ยานน์ มาร์เทลด้วยเช่นกัน ฉันเพิ่งกลับมาอ่าน ดิ แอดเวนเจอร์ ออฟ ฮัคเคิลเบอร์รี่ ฟินน์ อีกรอบนึง และก็เฮมิงเวย์ด้วย วนเวียนไปอย่างนี้ เป็นคนเดิมๆ ทุกทศวรรษ แต่ก็มีคนใหม่ๆ เข้ามาอยู่ตลอด

Q:             ตัวละครจาคอบในวัยชราที่นั่งเล่าเรื่องราวในอดีตของคุณนั้น ได้รับคำชมเป็นอย่างมากในแง่ที่คุณถ่ายทอดความรู้สึกของคนแก่ได้ดีเหลือเกิน

SG:             จริงๆ แล้วฉันชอบที่จะเขียนบรรยายตัวละครที่มีข้อบกพร่อง หรือบรรยายลักษณะความบกพร่องของตัวละครให้คนอ่านได้เห็นภาพ ซึ่งผู้คนส่วนมากก็จะมักจะเห็นใจพวกตัวละครแก่ๆ ที่เต็มไปด้วยข้อด้อยของฉันมากนะคะ แต่ตัวละครที่เป็นผู้ใหญ่วัยสามสิบ ถึง สี่สิบปีของฉันก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไรเลย ถ้าพิจารณาดูดีๆ อย่างแอนน์มารี ในซีรีส์เรื่อง เดอะ ไรดิ้ง เลซซั่นส์ ก็เหมือนกัน – ฉันตั้งใจจะเขียนให้คนอ่านรู้สึกอยากบีบคอเธอเลยล่ะค่ะ

Q:            คุณคิดพล็อตได้อย่างไรครับ คุณกะพล็อตคร่าวๆ ไว้ก่อน แล้วค่อยมาใส่รายเอียดตอนลงมือเขียนจริงๆ ทีหลัง หรือคุณเขียนไปเลย แล้วค่อยมาปรับแก้เอา

SG:            สำหรับ มายา รัก ละครสัตว์ ซึ่งเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องแรกที่ฉันเขียนนั้น ฉันค้นคว้าหาข้อมูลไปก่อน เพราะอยากให้ตัวเองรู้สึกว่ารู้เรื่องราวหลักๆ อย่างละเอียดลออ แต่ฉันไม่ชอบกะพล็อตไว้ก่อนค่ะ ไม่ชอบมากๆ เลย แต่ฉันมักรู้ว่าจุดวิกฤตของเรื่องจะออกมาอย่างไร จากนั้นก็พยายามเขียนให้มันดูเลวร้ายมากจนตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะหาทางออกได้อย่างไรเหมือนกัน และเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตรงนั้นจริงๆ ฉันก็ต้องพยายามหาทางออกให้จงได้ ฉันจะเร่งมือเขียนเลยค่ะ ฉันเขียนหนังสือทุกวัน แล้วคอยดูว่าเรื่องราวมันออกมาเป็นอย่างไร

Q:            พื้นฐานงานเขียนด้านเทคโนโลยีช่วยอะไรคุณบ้างไหมครับ หรือว่าเป็นอุปสรรคเสียมากกว่า

SG:           มันเป็นการฝึกที่ยอดเยี่ยมเลยค่ะ อย่างแรกเลย คือมันทำให้ฉันสามารถนั่งลงเขียนหนังสือแปดชั่วโมงต่อวันได้ และอีกอย่างก็คือ มันสอนไม่ให้ฉันถือเอาคำวิจารณ์ของบรรณาธิการมาเป็นอารมณ์ โปรเจคงานเขียนด้านเทคโนโลยีงานแรกของฉันนั้น โดนบรรณาธิการแก้ซะแดงเถือกไปหมด เล่นเอาฉันร้องไห้น้ำตานองหน้าเลย เพราะถ้าเป็นนิยาย มันจะต้องเลวร้ายกว่ามาก แต่ตอนนี้ฉันไม่เอามาเป็นอารมณ์อีกแล้วค่ะ   นอกจากนี้มันยังพิสูจน์ให้ฉันเห็นอีกด้วยว่าฉันสามารถผลิตงานที่มีความหนาขนาดนี้ได้   และจากการที่เขียนแบบนี้มาเป็นเวลานาน ถึงฉันจะไม่มีการกะพล็อตคร่าวๆ ก็ตาม ช่วยให้ฉันมีความเข้าใจในเรื่องโครงสร้างของเรื่อง ว่าควรจะเน้นพล็อตตรงไหน และควรผ่อนให้เรื่องคลี่คลายตอนไหน มันเป็นการฝึกที่ดีมากค่ะ

แต่อย่างหนึ่งก็คือ การเขียนหนังสือทำให้ฉันมีโอกาสได้ใช้คำคุณศัพท์อีกครั้ง เพราะในการเขียนด้านเทคนิคนั้นมักบังคับให้ฉันตัดคำที่ฟุ่มเฟือยออกไปเสมอ เพราะเขาจะย้ำให้ฟังทุกวันว่า แต่ละคำต้องใช้เงินค่าแปลในแต่ละภาษาถึงสี่สิบเซ็นต์ กว่าจะหลุดจากกรอบนี้ได้ ก็ต้องใช้เวลาถึงสองอาทิตย์เต็ม

Q:             ในช่วงเวลาค้นคว้าหาข้อมูล คุณมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับช้างบ้างไหมครับ

SG:           ที่สวนสัตว์ในแคนซัส ซิตี้ ฉันนั่งสังเกตอากัปกิริยา และพฤติกรรมของช้างเวลาอยู่กับควาญช้างอยู่ประมาณสองสามวัน พร้อมกับจดโน้ตไว้ จากนั้นก็เริ่มชินกับการเดินเข้าไปหาควาญช้าง และแนะนำตัวเองว่า “สวัสดีค่ะ ฉันกำลังเขียนหนังสืออยู่ ขอฉันเล่นกับช้างคุณได้มั้ย” ซึ่งฉันก็โชคดีถึงสองครั้ง ครั้งแรกฉันเจอควาญช้างที่สวนสัตว์ในแคนซัสซิตี้ ที่เพิ่งโดนช้างเอางาขวิดพอดี เขาโดนขวิดที่ต้นขา สีข้าง และต้นแขน แต่โชคดีที่ไม่โดนอวัยวะสำคัญ ฉันรู้เรื่องเข้าก็กลัวมากเลยค่ะ ตอนที่เห็นช้างตัวเบ้อเริ่ม เหลือบตาสีอำพันมาจ้องฉันอยู่ตรงหน้า เล่นเอาฉันกลัวจนตัวสั่นไปหมด แต่ควาญช้างกลับให้กำลังใจว่า “ไปสิครับ ลองแตะตัวมันดู” ฉันเลยรวบรวมความกล้ายกมือขึ้นไปสัมผัสมัน โดยที่ตัวก็ยังสั่นไม่หยุด ส่วนอีกสองสามเดือนให้หลัง ฉันก็พบกับละครสัตว์คณะเล็กๆ ที่ให้คนดูดูฟรี แต่คิดค่าป๊อปคอร์นยี่สิบเหรียญ แต่การแสดงในเต็นท์ละครสัตว์ไม่น่าสนใจ ฉันเลยเดินออกมา และขอเล่นกับช้างแทน ควาญช้างยื่นกระป๋องใส่ถั่วให้ ก่อนจะปล่อยให้ฉันอยู่กับช้างตามลำพัง มันเป็นช้างพังแอฟริกัน  และฉันกับมันก็ยืนจ้องหน้ากันไปมา มันมองฉันแบบว่า ยัยคนนี้หน้าตาแปลกๆ แฮะ ฉันเลยยื่นถั่วให้มันกิน และมันก็น่ารักมากๆ ใช้งวงจุ๊บหน้าฉันด้วยค่ะ ฉันยังจำได้ไม่ลืม

Q:            ในชีวิตประจำวันของคุณ คุณต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์มากมั้ยครับ

SG:           ฉันเลี้ยงหมาสองตัว แมวสามตัว แพะสองตัว และก็ม้าอีกตัวค่ะ – ถ้าไม่นับลูกชายอีกสาม และสามีอีกหนึ่งนะคะ นอกจากนี้ก็ยังเลี้ยงนกไว้ที่เฉลียงหน้าบ้านอีก และถ้ามีสัตว์กำพร้าหรือว่าแมวเร่ร่อนอยู่แถวบ้าน ทุกคนก็จะมาหาฉันทันที เพราะรู้ว่าฉันรักแมวขนาดไหน

Q:            แล้วอย่างนี้ พวกหนุ่มๆ ในบ้านว่าอย่างไรกันบ้างครับ

SG:            ตอนเจอกัน สามีของดิฉันก็เลี้ยงตัวเฟอร์เรตอยู่แล้วสามตัวค่ะ เขาเองก็รักสัตว์เหมือนดิฉัน พวกลูกๆ ก็เช่นกัน บ้านของเราก็มีสัตว์เต็มไปหมด ถึงจะยุ่งเหยิง แต่ก็สนุกค่ะ

ขอบคุณมากที่ติดมากค่ะ 😉

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s