Archive | July 2010

Kraten Reads: เดอะลักส์

ตั้งใจมานานแล้วว่าจะเอาต้อนต้นของเดอะลักส์มาเป็นตัวอย่างให้คุณผู้อ่านหน้สใหม่

นี่คือส่วนหนึ่งในบทที่หนึ่งนะคะ

ครอบครัวริชมอนด์ เฮยส์

ขอเรียนเชิญท่านร่วมงานเลี้ยงเต้นรำที่จัดขึ้นเป็นเกียรติแก่เวบสเตอร์ ยังแฮม สถาปนิก

ในตอนค่ำของวันเสาร์ ที่สิบหก กันยายน ณ เวลายี่สิบเอ็ดนาฬิกา

ที่คฤหาสน์ใหม่ของครอบครัว เลขที่ 670 ฟิฟท์อะเวนิว นครนิวยอร์ก

กรุณาแต่งชุดคอสตูม

“พวกเขาถามถึงลูกกันใหญ่” หลุยซ่า ฮอลแลนด์ บอกกับอลิซาเบธเบาๆ แต่ด้วยนำ้เสียงเอาจริงเอาจัง

อลิซาเบธถูกฝึกให้เป็นเครื่องเชิดหน้าชูตาของแม่มาสิบแปดปีเต็ม นอกเหนือจากความสามารถอื่นๆ แล้ว เธอยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตีความโทนเสียงของแม่ด้วย น้ำเสียงครั้งนี้หมายความว่าอลิซาเบธจะต้องกลับไปที่ห้องบอลรูมใหญ่และเต้นรำกับคู่เต้นที่แม่เลือกให้เดี๋ยวนี้ ซึ่งก็คงจะเป็นชายหนุ่มที่มีสายเลือดดีน่าอิจฉา แต่อาจจะมาจากตระกูลที่แต่งงานด้วยกันเองมากไปสักนิด

อลิซาเบธยิ้มขอโทษสาวๆ ที่เธอนั่งอยู่ด้วย มีแอนมารี เดออัลเลมเบิร์ตและอีวา บาร์เบย์ที่เธอได้พบในฤดูใบไม้ผลิที่ฝรั่งเศส ทั้งคู่แต่งตัวเป็นชาววังสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ อลิซาเบธเพิ่งบอกกับพวกเธอไปว่า ตอนนี้ปารีสช่างดูห่างไกลจากเธอเหลือเกิน แม้เธอจะเพิ่งก้าวเท้าลงจากเรือกลไฟข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกกลับมาเหยียบพื้นดินในนิวยอร์กเมื่อเช้านี้เอง

แอกเนส โจนส์ เพื่อนเก่าของเธอนั่งอยู่ริมเก้าอี้คู่รักบุผ้ายกดอกลายทางสีนวลสลับทองข้างๆ เธอ แต่ยังไม่เห็นวี่แววของไดอาน่า น้องสาวของอลิซาเบธเลย เป็นไปได้ว่าเธอรู้ว่าตัวเองกำลังถูกเพ่งเล็งอยู่ ซึ่งก็ถูกของเธอแล้ว อลิซาเบธรู้สึกหงุดหงิดใจกับความดื้อรั้นเป็นเด็กไม่รู้จักโตของน้องสาวขึ้นมาทันที แต่ก็รีบสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป

เป็นเพราะไดอาน่าไม่มีโอกาสได้ออกงานแนะนำตัวสู่สังคมเหมือนที่อลิซาเบธได้เข้าร่วมเมื่อสองปีก่อน หลังจากที่เธออายุครบสิบหกปีได้ไม่นาน บุตรสาวคนโตของตระกูลฮอลแลนด์ได้ถูกอบรมโดยครูสอนวิชากุลสตรีมาหนึ่งปี ในบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย เธอกับเพเนโลพี เฮยส์เข้าเรียนร่วมกันกับครูคนหนึ่ง ทั้งคู่ได้รับการสั่งสอนเรื่องการวางตัว การเต้นรำและภาษาสมัยใหม่ ส่วนไดอาน่าพออายุครบสิบหกปีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กลับไม่ได้เข้างานฉลองใดๆ

ตอนนั้นอลิซาเบธก็ไปต่างประเทศเพราะครอบครัวเธอต้องไว้ทุกข์ให้กับพ่อ ดังนั้นงานเลี้ยงใหญ่โตจึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ไดอาน่าจึงได้เริ่มออกงานเลี้ยงเต้นรำกับอาเอดิธที่เมืองซาราโทก้า ตอนไปตากอากาศช่วงหน้าร้อน จะถือสาที่เธอไม่รู้มารยาทในการออกสังคมก็คงไม่ได้

“แม่รู้ว่าลูกเสียใจที่ต้องทิ้งเพื่อนมา” มิสซิสฮอลแลนด์พูดพลางดันลูกสาวออกจากห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยเสียงซุบซิบของผู้หญิงเข้าไปในห้องบอลรูมใหญ่ อลิซาเบธอยู่ในชุดสาวเลี้ยงแกะผ้าทอเนื้อหนาสีขาว หญิงสาวดูสดใสและสูงเป็นพิเศษยามยืนข้างมารดาที่ยังคงสวมชุดสีดำไว้ทุกข์ของแม่หม้าย เอ็ดเวิร์ด ฮอลแลนด์จากไปเมื่อตอนต้นปี และแม่ของเธอจะต้องแต่งตัวไว้ทุกข์อย่างเป็นทางการต่ออีกหนึ่งปี “แต่ดูเหมือนว่าลูกเป็นสาวน้อยที่ใครๆอยากเต้นวอลท์ซด้วยมากที่สุดในคืนนี้”

อลิซาเบธมีใบหน้ารูปหัวใจกับเครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋ม ผิวเธอขาวเนียนละเอียด ได้มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่ได้มาร่วมงานบอลรูมของริชมอนด์ เฮยส์ กล่าวชื่นชมเธอเช่นนั้น เธอมีริมฝีปากขนาดและรูปร่างเท่าลูกพลัม เธอพยายามบังคับให้ปากนั้นคลี่เป็นยิ้มตอบรับแม่อยู่ในตอนนี้ ถึงเธอจะกังวลกับโทนเสียงของแม่ ซึ่งมีนำ้เสียงร้อนรนชวนให้วิตกแฝงอยู่ในท่าทีเย็นชาหมางเมิงอันเป็นบุคลิกประจำของมิสซิส ฮอลแลนด์ อลิซาเบธสังเกตโทนเสียงนั้นได้ทันทีที่เธอลงมาจากเรือลำยักษ์ เธอไม่ได้อยู่บ้านตั้งแต่เมื่อเสร็จจากพิธีศพของพ่อเมื่อเก้าเดือนก่อน เธอใช้เวลาตลอดฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูร้อนฝึกบทสนทนาในห้องรับแขกและเรียนวิธีการแต่งตัวจากถนนรู เดอ ลา เป การทำแต่กิจกรรมมันช่วยคลายความทุกข์โศกลงได้

“คืนนี้หนูเต้นรำไปตั้งหลายครั้งแล้วนะคะ” อลิซาเบธอธิบายกับมารดา “ก็จริงอยู่” เธอตอบ “แต่ลูกก็รู้ว่าแม่จะมีความสุขมากแค่ไหนถ้าหนึ่งในคู่เต้นขอลูกแต่งงาน” อลิซาเบธพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนความห่อเหี่ยวที่คำพูดนั้นทำให้เธอรู้สึก “ถ้างั้นแม่ก็โชคดีที่หนูยังเด็ก เรามีเวลาอีกหลายปีกว่าหนูจะต้องเริ่มเลือกผู้ชายสักคนจากที่นี้”

“โอ ไม่ใช่เลย” ดวงตามิสซิสฮอลแลนด์มองกวาดไปรอบห้องบอลรูมใหญ่ มันตระการตาไปด้วยหลังคารูปโดมกรุกระจกแก้วสีขุ่น กำแพงภาพปูนเปียกและกระจกกรอบทองที่ตั้งอยู่ตรงกลาง มีห้องข้างๆ ที่เล็กกว่าแต่ก็ถูกตกแต่งหรูหรา และมีคนแน่นขนัดพอๆ กัน ต้นปาล์มใหญ่ในกระถางถูกวางเรียงรายเป็นวงกลมใกล้ผนัง เอาไว้ปกป้องพวกผู้หญิงที่ยืนอยู่ริมห้องจากคู่เต้นรำที่กรีดกรายอยู่บนพื้นหินอ่อนสลับลายโมเสก ดูเหมือนจะมีคนรับใช้สี่คนต่อแขกหนึ่งคนซึ่งดูเอิกเกริกเกินไปแม้แต่ในสายตาของหญิงสาวที่ไปเรียนรู้วิธีการเป็นกุลสตรีในมหานครแห่งแสงสว่างตลอดสองฤดูกาลที่ผ่านมา “สิ่งเดียวที่เราไม่มีก็คือเวลา” มิสซิสฮอลแลนด์พูดต่อจนจบ

Advertisements

Clip จดหมายรักจากเกิร์นซีย์

ได้ลองค้นชื่อ The Guernsey Literary and Potato Peel Pie Society ใน youtube มาและพบมามีคลิบโผล่เพิ่มขึ้นค่ะ

โดยคลิบพวกนี้เป็นฝีมือน้องๆ โรงเรียนมัธยมที่อเมริกาที่ได้รับการบ้านให้ไปเลือกตอนในหนังสือมาทำคลิบเหมือนที่มีน้องๆ อีกกลุ่มทำกับเรื่อง Water for Elephant

ผลงานน้องๆ ก็ออกมาขำๆ น่ารักๆ นะคะ จะยกมาให้ดูนิดนึง

อันนี้ชอบที่สุดค่ะ เอาตุ๊กตากระดาษมาเล่าเรื่อง

มีตั้งแต่ตอนเกาะตอนบุก อลิซาเบธ จูเลียต เอมีเลีย อิโซล่า และดอร์ซี่ย์

อันที่2 นี่ก็น่ารักดีค่ะ ตอนที่มาร์คขอจูเลียตแต่งงาน

แต่เบื้องหลังนานกว่าตัวจริงอีกนะคะน้อง

อันนี้ส่ายหัวหน่อยค่ะ ฉากในค่ายกักกัน แต่ทั้งอลิซาเบ็ธทั้งเรมี่เป็นผู้ชาย!

เอ่อ น้องคะ ฉากนี้นี่รันทดดราม่าที่สุดในเรื่องเลย น้องก็เล่นไปหัวเราะแบบเลือดสาดไปได้ !

เพเนโลพี นั่นใช่เธอหรือ

เพเนโลพี เฮยส์

ในรูเมอร์ นั่งเทียนเขียนรัก เราจะเห็นว่าสาวเพเนโลพีได้ก้าวขึ้นเป็นดาวเด่นในสังคมอันดับหนึ่งสมใจจนได้

แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ยากยิ่งก็คือการปฏิบัติตนในสมกับเป็นคนในตำแหน่งนั้นซึ่งสังคมมีความคาดหวังต่อมากมาย

ทำให้เราเห็นความขัดแย้งสับสนในตัวเธอ

จะทำตัวให้ใครๆ ชื่นชมแม้จะฝืนความเป้นตัวของตัวเอง

หรือจะทำตามใจตัว แล้วใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดี

ในช่วงวัยรุ่น คำตอบของคำถามเหล่านี้มันยังไม่มาทันทีหรอก

มันก็วนเข้าสู่เรื่องของความรักด้วยเช่นกัน

ว่าต้องทำตัวให้ถูกใจเธอเสมอ หรือแค่เป็นตัวของฉันอย่างนี้ก็ดีพอแล้วสำหรับเธอ…

ว่าด้วยความรักในเดอะลักส์

อลิซาเบธ ฮอลแลนด์

เพเนโลพี เฮยส์

ไดอาน่า ฮอลแลนด์

ใครจะไปเชื่อว่าสาวสวย รวย เด่น อย่างสาวๆ ในเดอะลักส์จะมีปัญหาหัวใจมากมายอย่างนี้นะ! อย่างในกรณีที่สองหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างของอลิซาเบธกับวิล ก็มีเรื่องความรับผิดชอบกับครอบครัวเข้ามาเป็นอุปสรรคอยู่เรื่อยๆ ส่วนเพเนโลพีที่ไม่ต้องห่วงเรื่องพวกนี้ก็ดันไปรักกับเฮนรี่ที่สาวโสดไฮโซทุกคนในสังคมต้องการ ผู้ชายน่ะพอทางเลือกเยอะก็หลายใจได้ ยิ่งคนที่เอาแต่ใจตัวเองอย่างเฮนรี่ ยิ่งอันตรายที่จะเอาหัวใจไปฝาก น้องไดอาน่าผู้น่ารักมีหนุ่มๆ มาติดพันหลายคน ถึงเธอจะมั่นใจในตัวเองมาก แต่เวลามาเล่นกับไฟก็ต้องหัดระวังตัวบ้าง ส่วนลีน่าผู้ทะเยอทะยานก็มีเรื่องที่อาจสูญเสียมากที่สุด ถึงฝันของเธอจะเริ่มเป็นจริงแล้ว แต่ไปๆ มาๆ ความรักกับความฝันมันไปคนละทางกัน แล้วเธอจะทำอย่างไรดีล่ะ เรื่องราวของสาวๆ เหล่านี้ยังไม่จบลงง่ายๆ หรอกนะ

“Eat Pray Love” Book Review

นานๆ ถึงจะมีปรากฏการณ์หนังสือที่เขียนโดยผู้หญิง ว่าด้วยเรื่องความรู้สึกของผู้หญิงจริงๆ ขายดีโด่งดังติดอันดับ New York Times Bestsellers อย่างถล่มทลายจนกลายเป็นภาพยนต์ ปกติพอรู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับผุ้หญิงแล้ว สุภาพบุรุษก็จะขยาดหนีไปโดยอัตโนมัติ ผู้หญิงบางคนที่ไม่อยากจะเอาเรื่องเครียดมาสุมหัวเพิ่มก็จะส่ายหัวหนี แต่เรื่อง Eat Pray love ของ Elizabeth Gilbert แก้ปัญหานี้ไปได้ เพราะเธอรู้ทางคนอ่านว่าไม่ชอบอะไร นิยายเรื่องแรกของเธอ “The Last American Man” เป็นเรื่องแบบผุ้ชายๆ ที่ผู้หญิงก็อ่านได้ และสำหรับเรื่องที่สอง เธอก็หันมาเขียนเรื่องของผู้หญิงๆ ท่ีผู้ชายก็อ่านสนุกได้เช่นกัน

Eat Pray Love เป็นเรื่องราวแนว Coming of Age ของสาววัย 30 ที่ตอนแรกสับสนในความต้องการของตนเอง ยังทำใจไม่ได้ว่าอะไรจะทำให้เธอมีความสุข เธอจึงตัดสินใจขอเวลานอก ขอใช้เวลาท่องเที่ยวหนึ่งปี เพื่อให้เวลาตัวเองทำในสิ่งที่สนใจอยากจะทำจริงๆ นั่นก็ตามชื่อเรื่องคือการกินๆ ๆ ให้สะใจในอิตาลี ประเทศที่อาหารเป็นสิ่งส่งออกทั่วโลก การไปฝึกสมาธิวิปัสสนาแบบไม่ต้องเกรงใจใครที่อินเดีย ประเทศที่มีกูรู หรือที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณแทบทุกแคว้น และการขอเวลาทดสอบสมการใหม่ หาจุดที่พอดีของโลกแห่งธรรมและการดำเนินชีวิตประจำวันที่บาหลี เมืองที่เทพ เทวดามีบทบาทในแทบทุกสถาการณ์ของชีวิต

เรื่องนี้เป็นนิยายกึ่งบันทึกไดอารี่ กึ่งท่องเที่ยว กึ่งนิยายรัก คิดว่าคนเขียนคงวางกรอบท้องเรื่องมาก่อน ว่าอยากเขียนเรื่องการเดินทางไปตามนี้ก่อน แล้วก้ต้องใส่เหตุผลให้มัน ต้องระวังไม่ให้มันขัดกันเองไปมา ไม่อย่างนั้นนางเอกจะกลายเป็นคนโลเล แล้วคนอ่านรำคาญว่ายัยนี่ทำไมน่ารำคาญจัง

วิกฤตในชีวิตของนางเอกก็คือการอยากเลิกกับแฟนหนุ่มที่ขอเธอแต่งงาน เพราะไม่แน่ใจว่าเขาคือคนที่ใช่หรือเปล่า ซึ่งการทำอย่างนี้ยากมากที่จะทำให้ผู้อ่านคล้อยตามจนสงสารเห็นใจเธอได้ แต่ด้วยโทนของการโอดครวญ ความสับสน และที่สำคัญคืออารมณ์ขันของเธอ ทำให้คนอ่านไม่รู้สึกว่าเธอเป็นนางมารร้ายขี้บ่น แต่เห็นใจกับความกลัวของเธอ ซึ่งอาจตรงกับความกลัวของสาวๆ หลายๆ คนก็ได้ ถึงตอนนี้ก็คงมีคนอ่านมองว่าตนเหมือนนางเอกเรื่องแล้วก็ได้

เธอไปอิตาลีทั้งที่ไม่ได้รู้จักใครที่นั่น ด้วยจุดมุ่งหมายว่าอยากกินของอร่อยให้มากที่สุด อยากไปเรียนภาษา และอยากไปเที่ยว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัย การคบคนท้องถิ่น ทำให้เธอให้เข้าถึงอาหารท้องถิ่นแท้ๆ และได้เข้าใจความละเมียดละไมในการคัดเลือกวัตถุดิบแต่ละอย่าง การลิ้มรสที่ไปที่มาของผักผลไม้แต่ละชนิด ทำให้เธอเข้าใจว่าความสุขที่ได้จากการกิน ในการใช้ชีวิตอย่างใจเย็นๆ คืออะไร ในช่วงนี้เธอยังหวั่นไหว เสียใจและเหงาเพราะเพิ่งเลิกกับแฟน แต่พยายามใช้เวลาวางแผนการกินสุดพิเศษไปทีละมื้อๆ

ที่อินเดียเธอไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย ไปถึงปุ๊บก็เข้าอาศรมทันที มีชาวต่างประเทศไปฝึกสมาธิวิปัสสนาหลายคน ผู้เขียนทำให้บทนี้เป็นบทที่ตลกมากบทหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่เธอนั่งสมาธิ จิตเธอก็จะคิดโน่นคิดนี่ สับสนวุ่นวายนอกเรื่อง จนเธอต้องสั่งให้มันเงียบบ่อยๆ เธอเศร้าขึ้นและคิดถึงแฟนมากขึ้น แต่การได้พบกับเพื่อนใหม่ๆ ที่สนใจเรื่องจิตวิญญาน การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้คนก็ทำให้เธอเกิดความเข้าใจธรรมชาติ โลก และความรักมากขึ้น

และแล้วก็ถึงบาหลี นางเอกเข้าใจตนเองแล้ว เธอตั้งใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ คบคนใหม่ๆ และตู้ม! ก็มีหนุ่มใหญ่มาให้เลือกมากมาย ความสวยงามของบาหลี นิสัยของคนท้องถิ่น ทำให้นางเอกรู้จักปล่อยวาง ความเรียบง่าย ความพอเพียง และการใช้ชีวิตในโลกตะวันออกอย่างเข้าอกเข้าใจ เป็นสิ่งที่สร้างรากฐานใหม่ให้จิตวิญญานของเธอ คนอ่านได้เห็นผู้หญิงคนใหม่ที่สงบนิ่งขึ้น ที่เข้าใจโลกมากขึ้น เธอพบว่าชีวิตมีทางเลือกมากมาย และเธอก็เปิดใจยอมรับมัน มันเป็นจุดจบของเรื่องที่ลงตัว อิ่มเอมและน่าประทับใจ

ข้อคำนึงบางอย่างเมื่อหนังสือที่เต็มไปด้วยข้อคิดและอารมณ์ขันเรื่องนี้จะถูกถ่ายทอดในรูปแบบภาพยนต์ ตัวตนของนางเอกที่ผู้อ่านสามารถแทนตัวเองเข้าไปในชีวิตเธอได้อาจจะยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อนักแสดงสาวที่แสนสวยอย่างจูเลีย โรเบิร์ตมารับบทนี้ ก็มันยากที่จะมีใครสมบูรณ์แบบเหมือนเธอนี่! ในหนังสือตอนต้นที่นางเอกมึนงงสับสน อยากเลิกกับแฟน วิธีเขียนเล่าอารมณ์สามารถทำใหเผู้อ่านเข้าใจและเห็นใจเธอได้ แทนที่จะมองว่ายัยนี่เรื่องมาก น่ารำคาญ แต่ในหนังถ้าทำขั้นนี้ออกมาไม่ดี เสน่ห์ของเธอก็อาจลดลงทันที ตอนกินคงไม่มีปัญหา แต่ตอนนั่งสมาธิและคุยเรื่องจิตวิญญาณก็น่าติดตามนะคะว่าตัวหนังจะทำออกมาได้มีสีสันเท่าในหนังสือหรือเปล่า

Water for Elephants cast update!

วันนี้บก.มีเรื่องต้องกรี๊ดเมื่อแวะไปดู IMBD ของ Water for Elephants และเห็นชื่อนักแสดงเพิ่ม
และนั่นก็คือ……James Frain!!! ท่านนายกฯ Thomas Cromwell จาก The Tudors หนึ่งในseriesโปรด !

บทของเจมส์เขียนว่าเป็นคนดูแลโรซี่ ซึ่งในเรื่องก่อนจะถึงหมอเจคก็มีหลายคนเหมือนกัน แต่คนที่เด่นที่สุดคือคนโปแลนด์ที่ช่วยหมอเจคออกตามโรซี่นะ คนที่เหลือเหมือนเป็นตัวร้ายหมดเลย คิดว่าเจมส์น่าจะเล่นบทเล็กๆ ที่สำคัญนี้แหละ

มีภาพหนุ่มจากกองถ่ายมาฝากอีกคน ไม่ใช่หนุ่มร็อบนะคะ ด้วยวัยของบก.เด็กๆ อย่างร็อบเห็นแล้วไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่ แต่คนนี้เห็นแล้วหวั่นไหวเลย 😉

ออกัสในชุดสูท หรือคุณคริสตอฟ วอลทส์นั่นเอง

จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นว่าใครจะเล่นเป็นลุงอัลกับโรสแมรี่เลย สองคนนี้มีบทสำคัญมากในหนังสือ แต่จะถูกตัดออกจากหนังหรือเปล่านะ