First Chapter:Water for Elephants

เอาบทแรกของมายา รัก ละครสัตว์ มาให้อ่านกันนะคะ

ตอนนี้เหลือเพียงแค่พวกเราสามคนเท่านั้น ที่ยังนั่งอยู่ใต้ร่มเงาของผ้าใบบังแดดสีขาวสลับแดงของแผงขายเบอร์เกอร์ เกรดี้กับผมนั่งอยู่บนโต๊ะไม้ที่ผุ จวนจะพังมิพังแหล่ นั่งมองเบอร์เกอร์บนจานสังกะสีกระดำกระด่างอยู่ ส่วนพ่อครัวก็กำลังง่วนอยู่กับการใช้ตะหลิวแบนๆ ขูดคราบอาหารที่เหลือติดอยู่บนกระทะออกเพื่อทำความสะอาด เขาปิดเตาไปได้สักพักแล้ว แต่กลิ่นน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารก็ยังคงส่งกลิ่นอวลๆ อยู่

ที่บริเวณสวนสนุก ที่เมื่อสักครู่เพิ่งจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีทางเดิน ก็กลับโล่งจนเกือบไม่เหลือใคร จะมีก็แต่พวกคนงานเพียงไม่กี่คนกับผู้ชายกลุ่มเล็กๆ ที่กำลังยืนรอคนพาเข้าเต็นท์ระบำโป๊อยู่ พวกเขาเหลือบมองไปทางซ้ายทีขวาทีอย่างกระสับกระส่าย หมวกหลุบลงต่ำ เอามือซุกกระเป๋า พวกนั้นไม่มีทางผิดหวังหรอก ที่ไหนสักแห่งด้านหลังบริเวณนั้น บาร์บาร่ากับเสน่ห์อันล้นเหลือของเธอกำลังอ้าแขนรอรับพวกเขาอยู่

ส่วนชาวเมืองคนอื่นๆ หรือไอ้พวกชาวบ้านอย่างที่ลุงอัลเรียกนั่นแหละ – ต่างพากันทยอยเข้าไปในเต็นท์โชว์สัตว์ ก่อนจะเดินทะลุเข้าไปในเต็นท์ละครสัตว์ที่ตอนนี้กึกก้องไปด้วยเสียงเพลงที่พวกนักดนตรีต่างพากันบรรเลงอย่างไม่ยั้ง ส่งเสียงดังสนั่นแก้วหูเหมือนเคย ผมจำคิวได้จนขึ้นใจ ณ วินาทีนี้ พวกนักแสดงที่ยืนรออยู่ปลายแถวของการแสดงละครสัตว์ชุดใหญ่คงกำลังตื่นเต้นกันน่าดู ส่วนล้อตตี้นักกายกรรมกลางหาวของเราก็คงกำลังถูกชักรอกขึ้นไป เพื่อรอเตรียมตัวอยู่ตรงกลางเวทีแล้ว

ผมจ้องหน้าเกรดี้ พยายามทำความเข้าใจกับคำพูดของเขา เกรดี้กราดสายตาไปรอบๆ จากนั้นก็ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้

“อีกอย่าง” เขาพูดขณะสบตากับผมนิ่ง “ตอนนี้ดูเหมือนว่านายจะมีแต่เสียกับเสียว่ะ” เขาเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่งเพื่อเป็นการตอกย้ำ เล่นเอาใจผมหล่นวูบเลย

เสียงปรบมือกึกก้องดังออกมาจากเต็นท์ละครสัตว์ จากนั้นวงดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลงวอลทซ์ของกูโนด์ ผมหันไปมองเต็นท์โชว์สัตว์ตามสัญชาตญาณทันทีนี่แสดงว่าถึงคิวการแสดงช้างแล้ว ถ้ามาร์ลีน่าไม่กำลังปีนขึ้นหลังช้างอยู่ เธอก็คงนั่งอยู่บนหัวของโรซี่เรียบร้อยแล้ว

“ฉันต้องไปแล้วล่ะ” ผมบอก

“นั่งก่อน” เกรดี้รีบปราม “กินซะ ถ้านายคิดว่าจะเผ่นแน่นอนล่ะก็ คงอีกนานกว่าจะมีอะไรตกถึงท้องอีกครั้ง”

ณ ตอนนั้นเอง อยู่ๆ เสียงดนตรีก็หยุดพรืดลงอย่างกะทันหัน ทั้งเสียงแตรวง ขลุ่ย รวมทั้งเครื่องเคาะต่างตีกันจนเพี้ยนไปหมด ส่วนทรอมโบนและพิคโคโลก็หลุดจังหวะ เสียงหลงกันระเนระนาด ผมได้ยินเสียงทูบาดังออกมาพรืดหนึ่ง พร้อมเสียงตีฉาบดังสนั่นหวั่นไหวลอยออกมาจากเต็นท์ละครสัตว์สะเทือนถึงหัวพวกเรา เล่นเอาจับต้นชนปลายไม่ถูกไปเลย

เกรดี้นั่งตัวแข็งทื่อ มือถือเบอร์เกอร์ อ้าปากค้าง

ผมหันไปมองทางซ้ายที ขวาที ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนเลย สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่เต็นท์ละครสัตว์ ผมเห็นฟางมัดเล็กๆ ปลิดปลิวอยู่เหนือพื้นดิน

“อะไรน่ะ เกิดอะไรขึ้นเหรอ” ผมถาม

ชูวว์” เกรดี้ส่งเสียงปราม

นักดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เล่นเพลง “สตาร์ส แอนด์ สไตรปส์ ฟอร์เรเวอร์”

“โอ้พระเจ้า ซวยแล้วสิ!” เกรดี้เขวี้ยงเบอร์เกอร์ทิ้งลงบนโต๊ะทันที ก่อนจะทะลึ่งตัวลุกขึ้นพรวด ขากระแทกม้านั่งจนหงายหลังไปเลย

“เกิดอะไรขึ้น บอกฉันทีว่าเกิดอะไรขึ้น” ผมตะโกนถามเมื่อเห็นว่าเขาเริ่มวิ่งหนีแล้ว

“ก็เพลงมาร์ชหายนะไง!” เขาแหกปากพูดข้ามไหล่มา

ผมหันขวับไปหาพ่อครัวทันที ตอนนี้เขากำลังลุกลี้ลุกลนถอดผ้ากันเปื้อนอยู่ “ไอ้เกรดี้มันพล่ามอะไรของมันน่ะ”

“เพลงมาร์ชหายนะ” เขาบอกขณะปลุกปล้ำถอดผ้ากันเปื้อนออกทางหัว “ก็หมายความว่าเกิดเรื่องแล้วสิ เรื่องเลวร้ายมากๆ ด้วย”

“เรื่องอะไรเหรอ”

“อาจเป็นอะไรก็ได้  ไฟไหม้เต็นท์ละครสัตว์ สัตว์ตื่น อะไรก็ได้ทั้งนั้น พระเจ้า ไอ้พวกชาวบ้านนั่นคงยังไม่รู้ล่ะสิ” เขามุดตัวลอดใต้ประตูบานพับ ก่อนจะเผ่นแน่บหนีเอาตัวรอดทันที

ข้างนอกมีแต่ความสับสนอลหม่าน  ผมเห็นพวกพ่อค้าเร่ที่ขายของขบเคี้ยวในงานรีบกระโดดข้ามเคาน์เตอร์หนีเอาตัวรอดกันจ้าละหวั่น เหล่าคนงานต่างพากันกระเสือกกระสนออกมาจากเต็นท์ ส่วนพวกกรรมกรก็รีบโกยแน่บกันอย่างไม่คิดชีวิต ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องเบนซินี่ คณะละครสัตว์สุดมหัศจรรย์พันลึก ล้วนแล้วแต่ห้อตะบึงไปที่เต็นท์ละครสัตว์อย่างไม่คิดชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น

ไดมอนด์ โจ ควบผ่านผมไปด้วยฝีเท้าที่เร็วปานม้าแข่ง “จาคอบ  เกิดเรื่องขึ้นที่เต็นท์โชว์สัตว์” เขาตะโกนบอก “พวกสัตว์หลุดออกมา ไปเร็วๆ เข้าไป!”

ผมไม่ต้องรอให้เขาบอกเป็นครั้งที่สองหรอก มาร์ลีน่าก็อยู่ในเต็นท์นั้นด้วย

เสียงกระหึ่มก้องแล่นผ่านร่างของผมในขณะที่ผมกำลังวิ่งไป มันทำให้ผมหวาดกลัวแทบขาดใจ ผมสัมผัสได้ถึงแรงอะไรบางอย่างที่สะทือนแทรกเสียง พื้นดินกำลังสั่นสะเทือนนั่นเอง

ผมพยายามตะเกียกตะกายเข้าไปข้างใน แต่ก็ต้องมาประจันหน้ากับวัวป่าขนยาวที่ควบสวนออกมาพอดี ขนที่แผงอกของมันทั้งหนาและหยิกเป็นขอดๆ กีบของมันตะกุยดินไม่ยอมหยุด รูจมูกสีแดงบานพะเยิบพะยาบ กลอกตาไปมา มันวิ่งตะบึงเฉียดผมไปนิดเดียว ผมตกใจจนต้องถอยฉากเข้าไปหลบอยู่หลังผ้าใบเพื่อไม่ให้ถูกเขาของมันแทง ที่หัวไหล่ของมันมีตัวไฮยีน่าที่กำลังตื่นตระหนกเกาะห้อยร่องแร่งอยู่

แผงขายอาหารและเครื่องดื่มที่อยู่ตรงกลางเต็นท์ถูกเหยียบจนแบนราบเป็นหน้ากลอง ส่วนบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของมัน ตอนนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยคลื่นฝูงสัตว์จำนวนมหาศาลที่มีทั้งลายจุด และลายทาง  ทั้งสะโพก บั้นท้าย กีบและหางมากมายประดามี ทั้งหมดล้วนแผดเสียงคำราม ส่งเสียงกรีดร้องแสบแก้วหู หรือไม่ก็หอนอย่างโหยหวนด้วยความตื่นตระหนก หมีขั้วโลกที่สูงตระหง่านเหนือใคร กำลังส่ายอุ้งมือที่ใหญ่พอๆ กับกระทะเปะปะไปมา บังเอิญไปกระแทกเจ้าลามะโชคร้ายที่กำลังวิ่งเข้ามาพอดี มันล้มฮวบลงทันที ตู้ม ร่างของมันกระแทกกับพื้น ทั้งคอและขาทั้งสี่ข้างกางออกเป็นรูปดาวห้าแฉกน่าเวทนา พวกฝูงลิงต่างกรีดร้องและส่งเสียงหากันจ้อกแจ้กไปหมด พวกมันต่างพากันห้อยโหนอยู่กับเชือกเพื่อหนีให้พ้นพวกเสือ เจ้าม้าลายตาโตเบิกกว้างตัวหนึ่ง วิ่งวกไปวนมาเข้าทางสิงโตที่กำลังนอนหมอบอยู่พอดี มันหันมาตะปบทันทีแต่พลาดไปเส้นยาแดงผ่าแปด เจ้าสิงโตเลยเปลี่ยนใจเผ่นไปทางอื่น ผมเห็นท้องของมันห้อยย้อยระดิน

ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ เต็นท์ทันที พยายามที่จะมองหามาร์ลีน่าอย่างสุดความสามารถ แต่กลับเห็นเสือตัวหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวผ่านอุโมงค์ทางเชื่อมเข้าสู่เต็นท์ละครสัตว์แทน  มันคือเสือดำดีๆ นั่นเอง ผมรีบเตรียมตัวหาทางหนีทีไล่ทันที เมื่อเห็นร่างกายสีดำสง่างามของมันหายลับเข้าไปในอุโมงค์ผ้าใบนั้น ถ้าพวกชาวบ้านนั่นไม่รู้ ตอนนี้ก็คงรู้แล้วล่ะ มันใช้เวลาประมาณสองถึงสามวินาทีกว่าจะมีคนถึงจะรู้ตัว และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ  เสียงกรีดร้องยาวเสียงหนึ่ง ก่อนจะตามมาอีกเสียงและอีกเสียง ก่อนที่ทั้งเต็นท์จะระเบิดไปด้วยเสียงของผู้คนที่พยายามเบียดเสียดยัดเยียดกันออกมาจากอัฒจันทร์ วงดนตรีต้องหยุดพรืดลงอีกครั้ง คราวนี้เงียบสนิทเลยทีเดียว ผมได้แต่หลับตา ได้โปรดเถิด พระเจ้า ขอให้พวกนั้นออกทางข้างหลัง อย่าได้แห่กันออกมาทางนี้เลยเชียว

ผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง พยายามกวาดสายตาไปรอบๆ เต็นท์โชว์สัตว์เพื่อมองหาเธอ ผมเริ่มคลั่งแล้ว กะอีแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ กับช้างอีกตัวหนึ่ง มันจะหายากซักแค่ไหนเชียว โธ่เว้ย

แล้วสายตาผมก็สะดุดเมื่อเห็นเลื่อมปักสีชมพูระยับ ผมเกือบร้องออกมาด้วยความโล่งใจ เอ รึว่าผมร้องออกมาจริงๆ ผมเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน

หล่อนยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ชิดกับผนังพอดี ท่าทางสงบนิ่งราวกับฤดูร้อนตอนกลางวัน เลื่อมปักสีชมพูเปล่งประกายระยิบระยับราวกับเพชรที่อยู่ในน้ำ ประหนึ่งโคมไฟวับวามท่ามกลางหนังสัตว์หลากสีสัน หล่อนเองก็เห็นผมด้วยเช่นกัน ท่าทางของหล่อนดูสงบ เยือกเย็น แถมยังยิ้มเสียด้วยซ้ำ ผมเริ่มเดินฝ่าฝูงสัตว์เข้าไปหา แต่อะไรบางอย่างที่อยู่ในท่าทางของหล่อนทำให้ผมรู้สึกเย็นเยียบไปทั่วทั้งร่าง

ไอ้สารเลวนั่นมันกำลังยืนหันหลังให้หล่อนอยู่นี่ ใบหน้าของมันแดงก่ำ ปากก็ตะโกนแผดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แขนทั้งสองข้างโบกไปมา กวัดไกวไม้ตะพดหัวเงินของมันไปด้วย หมวกทรงสูงสีดำที่ทำด้วยผ้าไหมของมันหล่นลงไปบนกองฟางข้างๆ ตัว

ผมเห็นหล่อนเอื้อมไปหยิบอะไรบางอย่าง แต่บังเอิญว่ามียีราฟวิ่งตัดหน้าไปเสียก่อน คอยาวเฟื้อยของมันผงกขึ้นผงกลงอย่างนิ่มนวล แม้จะอยู่ในยามตื่นตระหนกก็ตาม  และเมื่อมันวิ่งเลยไปแล้ว ผมจึงเห็นว่าหล่อนหยิบท่อนเหล็กขึ้นมาท่อนหนึ่ง โดยถือไว้อย่างหลวมๆ ปลายด้านหนึ่งยังปักไว้กับดินอยู่เลย หล่อนมองหน้าผมอีกครั้ง ด้วยท่าทางที่งุนงง จากนั้นก็เปลี่ยนสายตาไปที่ท้ายทอยของมัน

“โอ้พระเจ้า” ผมอุทาน ทันใดนั้นก็เข้าใจทุกอย่าง ผมถลันไปข้างหน้าพร้อมตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง แม้ว่าไม่มีทางที่หล่อนจะได้ยินก็ตาม “อย่าทำอย่างนั้นนะ! อย่าทำ!”

หล่อนชูท่อนเหล็กขึ้นสูง แล้วกระหน่ำลงมาทันที ฟาดหัวไอ้สารเลวนั่นแตกดังโพละเหมือนลูกแตงโม หัวของมันแยกออก ดวงตาเบิกกว้าง ริมฝีปากห่อเข้าหากันเป็นวงกลม มันทรุดฮวบลงไปคุกเข่า จากนั้นก็ล้มฟาดลงกับกองฟางแน่นิ่งไป

ผมตกตะลึงจนไม่สามารถขยับร่างกายได้ แม้จะมีลูกลิงอุรังอุตังโหนโตงเตงอยู่ที่ขาก็ตาม

เรื่องมันผ่านมานานมากแล้ว นานเหลือเกิน แต่ก็ยังคงตามมาหลอกหลอนผมอยู่ไม่วาย


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s