Archive | November 2011

Twilight/Shiver Review.

รีวิวนี้จะแหวกแนวหน่อยเพราะจะมาพูดถึงหนังสือที่อ่านไม่จบ! คือ…ให้โอกาสแล้ว พยายามแล้ว มันก็ไม่เชิญชวนเอาเสียเลย ในยุคนี้หนังสือซีรีย์วัยรุ่นพวกรักพิสดารเป็นหนังสือที่ขายดีสุดแล้ว อยากจะอินเทรนด์บ้างเลยหามาอ่าน แต่ปรากฎว่ามันไม่ดึงดูดเราเลย อย่างทไวไลท์ เดินเรื่องเอื่อยๆ พอเราไม่ปิ๊งพระเอกนางเอก เลยไม่สามารถติดตามเรื่องของเขาได้อย่างตั้งใจ เรื่องชีเวอร์ (Shiver-Maggie Stiefvater) ซีรีย์ดังอีกเรื่องที่เป็นรักของมนุษย์หมาป่ากับเด็กสาวผู้สันโดษก็เช่นกัน เรื่องมันเกาะติดความรู้สึกของพระเอกนางเอก ติดตามความผูกพันธ์ของทั้งสอง แต่พอเราไม่อินมันเลยไปต่อไม่ไหว สำหรับซีรีย์เด็กๆ กระเต็นชอบอะไรที่เดินเรื่องกระชับ มีพลอตที่เดาไม่ถูก ตัวเอกมีข้อดีข้อเสียที่ดึงดูด ทำให้เราลุ้นไปกับเขา อย่างแฮรี่ พอตเตอร์หรือฮังเกอร์ เกมส์ มันตื่นเต้น และมีตัวละครที่น่าติดตามนอกจากตัวเอก แต่ด้วยความที่ชอบอ่าน ยังไงพอมีเรื่องไหนมาแรงน่าสน ก็จะมารีวิวอีกอยู่ดี 😉

Advertisements

World without End: Ken Follet -Review

นี่นิยายภาคต่อที่ไม่เหมือนภาคต่อสักทีเดียว เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นสองร้อยปีถัดมาในหมู่บ้านเดิม เด็กสี่คนที่มีพื้นเพต่างกัน ตามพ่อแม่มาที่เมืองไนทส์บริดจ์เพื่อร่วมงานทางศาสนา ระหว่างพิธี พวกเขาก็ออกไปเล่นกันในป่า จนไปประสบเหตุการณ์ปริศนาอันหนึ่งที่ต้องถูกปิดเป็นความลับ หลังจากวันนั้นทั้งสี่็แยกย้ายไปตามวิถีของตน แต่ก็ได้พบเจอกันบ้างตามเส้นทางชีวิตของคนในยุคกลางที่ถูกบีบโดยระบบปกครอง ศาสนา ภัยธรรมชาติและภัยจากมนุษย์ ความสัมพันธ์แนบแน่นขึ้นบ้างและความโลภทำลายมันบ้าง

มารู้จักตัวละครหน่อยดีกว่าจะได้รู้ว่าชีวิตเขามีอะไรให้ลุ้นบ้าง

คาริส ลูกสาวหัวแข็งของพ่อค้าขายขนแกะ เธอเป็นลูกหลานของทอม วิศวกรในเรื่อง The Pillars of the Earth เธอเป็นคนเก่งและอยากจะเป็นหมอ แต่ถูกสังคมในยุคนั้นขัดขวาง จึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะเรียนแพทย์และประกอบอาชีพให้ได้

เมอร์ธิน เป็นลูกหลานของแจ็ค สถาปนิกผู้สร้างโบสถ์ในคิงส์บริดจ์จนเสร็จ เขาสืบเชื้ออัจฉริยภาพในการคำนวณและวาดแบบจากแจ็ค จึงมีบทบาทในการซ่อมแซมและพัฒนาเมือง แต่ความเก่งกาจของเขาก็ทำให้มีคนอิจฉาและขัดขวางเหมือนที่แจ็คโดนเช่นกัน

ราล์ฟเป็นน้องชายของเมอร์ธิน แต่นิสัยต่างกันราวฟ้ากับดิน เขารูปร่างสูงใหญ่ชอบการต่อสู้ จึงมีสิทธิ์ทำงงานกับเจ้าเมือง เริ่มจากการเป็นทหารติดตาม และอาจเกลายเป็นชั้นผุ้ปกครองเองได้หากทำตัวดีๆ

เกว็นดา มาจากครอบครัวที่ยากจนที่สุดในเมือง เธอผอมเกร็งสกปรกอยู่ประจำเพราะต้องทำงานหนัก พ่อทำให้เธอตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากอยุ่เสมอ เธอจึงเหมือนอยุ่ตัวคนเดียวตั้งแต่เด็ก สิ่งเดียวที่ทำให้เกว็นดามีความหวังคือวูลฟริก หนุ่มที่หล่อที่สุดในเมือง แต่เขาจะมาแลเธอทำไม

หลวงพ่อก็อดวิน เป็นญาติของคาริส มีความมักใหญ่ใฝ่สูงและพร้อมจะทำทุกอย่างให้ขึ้นเป็นเจ้าสำนักของคิงส์บริดจ์ให้ได้

เรื่องนี้เการเดินเรื่องจะกระจายๆ กว่าในภาคแรกเพราะตัวละครหลักอยุ่คนละที่กัน และมีโลกของตัวเองกันทุกตัว แต่จะมีเรื่องสำคัญที่ดึงตัวละครกลับมาที่คิงส์บริดจ์เป็นระยะ และมีอะไรให้ลุ้นเยอะแน่นอนเพราะลุงเคนเป็นนักเขียนที่ไม่เคยเกรงใจตัวละคร พร้อมที่จะทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกเสมอ!

แฟชั่นในวินเทจสื่อรัก

มาคุยเรื่องสนุกๆ อย่างเรื่องแฟชั่นในหนังสือวินเทจสื่อรัก หนังสือที่สาวๆ ที่รักแฟชั่นเป็นชีวิตพลาดไม่ได้กันดีกว่า

นิยายเรื่องนี้จะพูดถึงดีไซเนอร์หลายคนมาก ทำให้เราได้เกร็ดความรู้เรื่องแฟชั่นสนุกๆ มาเต็มเลย ที่จะพูดถึงบ่อยหน่อยก็เจ้าแม่วิเวียน เวสต์วู้ด ผู้ที่มีหัวใจพังค์ร็อกตั้งแต่เด็กจนปัจจุบัน! เนื่องจากเธอเป็นดีไซเนอร์ดังของอังกฤษ ฟีบี้นางเอกของเราเลยต้องมีเสื้อผ้าสวยๆ ของเธอเต็มร้านวิลเลจ วินเทจอยู่เสมอ ทุกคอลเล็กชั่นของวิเวียนจะต้องมีกลิ่นอายพังค์ ทำใจดูทุกชุดดูเซอร์ๆ เท่ห์ๆ เป็นหลัก

แต่ดีไซเนอร์ที่กลุ่มลูกค้าไฮโซ หรือลูกค้าที่เป็นดาราของฟีบี้มักถามหาและจับจอง คือชุดวินเทจของบาลองเซียก้า ดีไซเนอร์ชาวสเปนที่โด่งดังเรื่องของการใช้รูปทรงเรขาคณิตมาออกแบบเสื้อจนดูลำ้สมัย พีบี้ต้องไปแย่งประมูลชุดราตรีของปี 1960 มาให้ลูกค้าของเธอ

แต่ดีไซเนอร์โปรดของฟีบี้เองเธอมาดามเกรส์ นักตัดเสื้อชาวฝรั่งเศสที่สามารถออกแบบจับจีบชุดราตรีให้ผุ้หญิงธรรมดากลายเป็นเทพธิดาได้ สาวสวยคลาสสิกอย่างฟีบี้เลยตามสะสมชุดของเธอเพื่อความสุขส่วนตัว!

อีฟ แซง ลอรอง นักออกแบบหนุ่มชาวฝรั่งเศสที่มากความสามารถ หลังจากที่ทำงานในห้องเสื้อของดิออร์จนช่ำชองก็ออกมาเปิดร้านของตน แบบของเขาเป็นสิ่งที่โฉบเฉี่ยวทันสมัยมากสำหรับยุค 1960-70 เขาเป็นดีไซเนอร์คนแรกที่ผลักดันแฟชั่นแจ๊กเก็ตและกางกางให้ผู้หญิง ทำให้สาวเปรี้ยวในยุคนั้นหันมาเป็นสาวกของเขาเป็นแถวๆ

คริสเตียน ดิออร์ ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสอีกคนที่โด่งดังในยุค1930-40 และยังคงเก็บความขลังของชื่อแบรนด์ไว้ได้ เขาเปรียบเสมือนอาจารย์ใหญ่ของดีไซเนอร์ชื่อดังมากมายที่ต้องผ่านการฝึกงานจากเขาก่อน เช่นอีฟ แซง ลอรอง ลองแวง และนีน่า ริชชี่ ดิออร์ออกแบบเสื้อผ้าให้ผู้หญิงดูเป็นสุภาพสตรีที่ดูอ่อนหวานแต่งามสง่า ดูอย่างโค้ทของดิออร์ในยุค 40  นี้ แม้จะใหญ่โตกันหนาวได้ แต่ก็ทำให้ผู้ใส่ดูมีเสน่ห์เหลือเกิน

มียี่ห้อที่เป็นของอังกฤษแท้ๆ และดั้งเดิมก็คือเบอร์เบอรี่ เมื่อแรกทำแต่เสื้อกันฝนตามสภาพภูมิอากาศของประเทศอังกฤษ ตอนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกองทัพอังกฤษก็ใส่โค้ทของเบอร์เบอรี่นี่แหละไปลุยฝนลุยโคลน งานนี้เรียกว่าคุณภาพคับจอจริงๆ เพราะหลังสงครามประชาชนคนธรรมดาก็หันมานิยมโค้ทเบอร์เบอรี่มากขึ้น จนต้องออกแบบเสื้อผ้าให้ถูกใจตลาดที่ใหญ่ขึ้น  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฟีบี้จะใส่โค้ทกันฝนของแบรนด์ไหนในวันฝนพรำ

ชาเนล อันนี้คงไม่ต้องแนะนำอะไรเพราะไม่มีแฟชั่นนิสต้าคนไหนที่ไม่รู้จักผลงานของมาดามโคโค่ โคโค่เริ่มต้นด้วยการทำหมวกและก็ผลิตชุดลำลองสำหรับผู้หญิง ซึ่งในสมัย 1910 เป็นสิ่งที่หายากมาก เนื้อผ้าที่เธอใช้เป็นของที่ไม่แพง ทำให้ติดตลาดไปอย่างง่ายดาย ต่อมาสาวเก่งที่ไม่แพ้ผู้ชายอย่างเธอก็ทำเสื้อแจ๊คเก็ตและกางเกงสำหรับผู้หญิงซึ่งก็ติดตลาดอีก เธอกลายเป็นคู่แข่งของอย่างยักษ์ใหญ่ดิออร์ ซึ่งเธอก็สู้ได้อย่างสง่างาม ด้วยการยึดติดกับคติของตนคือความหรูหราและเรียบง่าย ทำให้ชุดราตรีสีดำเรียบๆ กลายเป็นสัญลักษณ์ของรสนิยมที่ดี และก็เป็นสิ่งที่ฟีบี้ต้องมีติดร้านด้วย

ตอนที่ฟีบี้ไปช่วยจัดเสื้อให้มิสซิสเบลล์ เธอเจอเสื้อผ้าใส่ทำงานสวยๆ หลายชุด สมกับที่มิสซิสเบลล์เป็นภรรยาของนักธุรกิจดังที่ต้องไปออกงานกับสามีเป็นประจำ ฟีบี้เจอชุดของเท็ด ลาพิดัสหลายตัว ลาพิดัสเป็นดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสที่เคยฝึกงานกับดิออร์ แล้วเปิดห้องเสื้อของตัวเองในช่วง 1950 และดังเป็นพลุแตกในช่วง 1960 ลาพิดัสเน้นการออกแบบเสื้อผ้าแบบยูนิเซ็กส์ คือเสื้อและกางเกงที่ใส่แล้วจะเท่ห์ทั้งผู้ชายผู้หญิง เขาเป็นคนแรกที่ผลักดันแฟชั่นมิลิแทรี่ อย่างเสื้อที่มีสายติดกระดุมตรงหัวไหล่ เหล่าดาราและเซเลบช่วง 60 ต่างก็ใส่เสื้อผ้าของเขากันทั้งนั้น แปลว่าตอนสาวๆ มิสซิสเบลล์ต้องเปรี้ยวน่าดูเลย!

อีกแบรนด์ที่มิสซิสเบลล์มีหลายตัวเลยคือชุดของเธีย พอร์เตอร์ ดีไซเนอร์ลูกครึ่งอังกฤษ-อิสราเอล ที่เอากลิ่นอายแบบอาหรับมาใส่ดีไซน์ของเธอ เน้นผ้าพิมพ์ลาย แบบโปร่งๆ เป็นสิ่งที่สาวฮิปปี้ยุค 60-70 ขาดไม่ได้เลย

ดูๆ ไปวินเทจสื่อรักนี่มีแต่ดีไซเนอร์ฝั่งยุโรปนะ แต่ช้าก่อน มีดีไซเนอร์อเมริกันโผล่มาคนนึง! เบ็ทซีย์ จอห์สันนี่เอง เบ็ทซีย์ผู้ร่าเริงออกแบบเสื้อผ้าสีแรงๆ สำหรับเหล่าสาวซ่าก๋ากั๋น อืมม..แต่นึกภาพพีบี้แต่งตัวอย่างนี้ไม่ออกเลยนะ ปรากฏว่าแฟนคลับของเบ็ทซีย์ก็คือเอ็มม่า เพื่อนสาวเปรี้ยวปริ๊ดส์ของฟีบี้นี่เอง

มาดูแบรนด์อิตาลีกันบ้างดีกว่า ตอนที่ฟีบี้พบแดนครั้งแรก แดนถามถึงเสื้อผ้าในร้านแล้วปรากฎว่ามีชุดของปุชชี่อยู่ด้วย ปุชชี่เป็นหนุ่มนักกีฬาชาวอิตาลีที่มีใจรักการดีไซน์ เขาเริ่มต้นด้วยการออกแบบชุดกีฬา ชุดว่ายนำ้ โดยจุดเด่นของเขาคือการเลือกใช้ผ้ายืดและการสั่งทำลายที่มีสีสันสดใส เขาโด่งดังที่สุดช่วงปี 40 และก็เริ่มออกแบบผ้าพันคอ เสื้อ กระโปรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ ผ้าของเขานั้นทำให้สาวๆ ที่ใส่ได้อวดหุ่นสวยเซ็กซี่ ทำให้มีดาราเซเลบอุดหนุนเขาจำนวนมาก หนึ่งในนั้นก็คือมาริลิน มอนโรที่รักชุดของปุชชี่เป็นชีวิตจิตใจ

มาปิดท้ายกันที่คริสเตียน ลาครัวส์ดีไซเนอร์ฝรั่งเศสที่รักศิลปะวัฒนธรรมจนอยากจะทำงานในพิพิธภัณฑ์ งานของลาครัวส์มักจะมีกลิ่นอายย้อนยุคหรือผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่น หรูหรา และมีสีสันที่จัดจ้าน พีบี้ไม่เห็นด้วยที่ไมล์ซื้อชุดราตรีของลาครัวส์ในคอลเลกชั่นแก้วกระจกให้ลูกสาววัยรุ่นใส่ เธอว่ามันอลังการเกินเด็กไปหน่อย!

The Alchemist, Paulo Coelho Review- เดอะ อัลเคมิสต์

 

เดอะ อัลเคมิสต์ นวนิยายขายดีที่มาในรูปแบบนิทานสอนใจเป็นหนังสือที่คนที่อ่านแล้วมักจะแนะนำให้เพื่อนๆ อ่านต่อ คิดๆ ไปก็แปลกเพราะพอหยิบเรื่องนี้มาอ่านใหม่หลังจากการอ่านครั้งแรกเมื่อสิบปีที่แล้ว ก็พบว่าความเป็นนิทานสอนใจมันอยู่เหนือกว่าความเป็นนิยายมาก ซานติเอโก้ หนุ่มคนเลี้ยงแกะที่ฝันซำ้ๆ ว่ามีสมบัติที่รอตนค้นเจออยู่ตัดสินใจที่จะทำตามฝันนั้น แม้จะไม่แน่ใจว่าจะเจอสมบัติอะไรจริงหรือเปล่า ระหว่างการเดินทางเขาก็เจอผู้คนแปลกๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ตกหลุมรัก เขาได้กลายเป็นคนที่เข้าใจโลกมากขึ้น

แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้ให้ความลึกในบุคลิกของตัวละครเอกเท่าไหร่ และความมีเหตุผลก็ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะสิ่งที่ผู้เขียนเน้นคือหลักปรัชญาที่แฝงอยู่ในคำพูดของตัวละครด้วยภาษาที่เรียบง่าย การให้กำลังใจเป็นจุดหลักที่สะท้อนซ้ำอยู่ตลอดทั้งเรื่อง พระเอกจะได้รับกำลังใจให้กล้าเปลี่ยนแปลงชีวิต ทำในสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายที่สุด แต่แค่ได้ทำก็ทำให้ตัวเองอิ่มใจที่ไม่ยอมแพ้ ความเรียบง่ายนี่เองที่เข้าถึงใจผู้อ่าน และทำให้เรามีกำลังใจไปด้วย  ในแง่ดราม่ามันไม่มีเลย เรื่อยๆ เฉื่อยๆ จะหลับเป็นบางครั้ง แต่พอถึงจุดที่ตังละครคุยกันในเรื่องที่โดนใจ ทุกอย่างก็วูบวาบอบอุ่นไปหมด 😉

One day, David Nicholls – Review วัน เดย์

 

เอ็มกับเด็กส์เพื่อนร่วมรุ่น 2 คนที่มาปิ๊งกันในวันที่ 15 กรกฎาคม 1988 วันรับปริญญา วันที่จะต้องแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตเดินตามเส้นทางที่ต่างใฝ่ฝัน เอ็มอยากจะเป็นนักเขียนที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ด้วยคำของเธอ ในขณะที่เด็กส์อยากจะรวย รวยและรวย! นิยายสุดพิเศษเรื่องนี้พาผู้อ่านกลับมาเจอเพื่อนรักทั้งสองในวันที่ 15 กรกฎาของทุกๆ ปี เป็นเวลา 20 ปี ผู้อ่านจะได้ดูความคืบหน้าของชีวิตทั้งคู่ ซึ่งตรงกับความจริงที่ว่าชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จะต้องมีเรื่องลุ้น เรื่องที่ทำให้ปวดร้าวหมดหวัง และเรื่องดีๆ ที่คาดไม่ถึงเข้ามาสลับกัน แม้ทั้งคู่อาจวุ่นวายอยู่กับชีวิตของตน แต่ก็ไม่วายส่งความห่วงหาอาทรไปให้อีกฝ่ายอยู่เรื่อยๆ เราได้เห็นการเติบโตทางอารมณ์และความคิดที่ผู้เขียนทำให้ทุกคนสัมผัสและเข้าใจได้ จนบางทีเราก็รู้สึกว่านี่มันมุมนึงของชีวิตเรานี่นา ใครเคยรักคนที่ไม่สนใจเราบ้าง ใครเคยคบกับคนที่เรารู้ว่าไม่ใช่ แต่มันเหงาแล้วกลัวว่าจะไม่มีใครเข้ามาอีก ความรักที่ทั้งคู่มีมันเปลี่ยนไปตามวัย มันทำให้เรียนรู้ว่าการเจอคนที่เข้าใจเรา 100% น่ะหายากมาก อ่านเรื่องนี้จบแล้วจะต้องหันไปกอดแฟนแน่นอน 😉 กระเต็นให้ไปเลย10 ดาวค่ะ