Archive | January 2012

January’s favorite book

เดือนนี้ก็Review หนังสือใหม่ไปหลายเล่มเลยนะคะ ตั้งแต่ Aleph, 11.21.63, Only Time Will Tell, The Help และก็ Extremely Loud and Incredibly Close. เล่มไหนเป็นอย่างไรบ้างก็ตามดูได้ใน link หน้ารีวิวตรงขวาล่างของmain page ค่ะ

ในบรรดาเรื่องดังกล่าวก็มีทั้ง Drama/คติสอนใจใน Aleph  Thriller ลุ้นระทึกฝั่งอเมริกัน ใน 11.21.63 Thriller/drama ฝั่งอังฤษใน Only Time Will Tell Drama/Comedy เพื่อสังคมใน The Help แล้วก็ Art/Drama แบบซึ้งเงียบๆ ใน Extremely Loud and Incredibly Close ก็ขอมาบอกถึงเรื่องที่ชอบที่สุดแล้วกันนะคะ ซึ่งก็เลือกยากมาก แต่ผู้ชนะก็คือ……..The Help !!!

นั่นเอง เพราะเป็นเรื่องที่อ่านจบแล้วยังFeel good และอยากติดตามชีวิตของคุณเธอทั้งหลายในเรื่องต่อเลย คุณผู้อ่านได้อ่านอะไรที่ประทับใจบ้างช่วงเดือนนี้ก็เล่าให้ฟังบ้างนะคะ

Extremely Loud and Incredibly Close, Jonathan Safran Foer Review

ที่ผ่านมารีวิวหนังสือเด็กที่ผู้ใหญ่อ่านได้อ่านดีมาหลายเรื่องแล้ว คราวนี้ลองมารีวิวหนังสือเด็กที่เด็กอ่านไม่ได้บ้างดีกว่า!

Extremely Loud and Incredibly Close เล่าเรื่องโดยน้องออสก้า เชลล์วัย 9 ขวบ ออสก้าเป็นเด็กที่ฉลาดเกินวัย ช่างคิดช่างถาม ชอบคิดประดิษฐ์อุปกรณ์ต่างๆ และพอคิดอะไรก็ต้องโพล่งออกมาอย่างนั้น! คนเดียวที่รับมือกับน้องออสก้าได้อย่างดีคือคุณพ่อที่มีความฉลาดหลักแหลมยิ่งกว่าออสก้าเสียอีก ทั้งสองมีเกมส์ไขปริศนาที่มักเล่นด้วยกัน แต่ถึงวันที่น่าเศร้าตามที่ออสก้าเรียก วันที่ 11 กันยาที่ตึกเวิล์ดเทรดถูกโจมตี ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ออสก้าได้เจอพ่อ เนื้อเรื่องบรรยายด้วยเสียงความคิดของออสก้าตรงๆ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในหัวของเขา ต้องตามความคิดตวามรู้สึก บทสนทนา การใจลอย คิดนอกเรื่องเป็นบางครั้ง ทำให้ผู้อ่านพลอยหลงรักหรือไม่ก็อยากจับน้องออสก้าที่คิด พูด ทำอะไรพิเรนๆ มาตีก้นสักทีสองที ผู้อ่านได้ติดตามการตามหาปริศนาสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ให้ออสก้า ปริศนาที่ทำให้ออสก้าต้องลงทุนหลอกแม่ หลอกครูเพื่อไปตามหาผู้คนที่จะช่วยไขปริศนานั้นได้ ตลอดทั้งเรื่องก็จะมีหลักฐาน รูปถ่ายต่างๆ ที่ออสก้าเก็บไว้ให้เห็น เหมือนการแอบดูบันทึกของเด็ก ตัวเรื่องบางทีก็ตามยากมาก เพราะออสก้าคิดอะไรวนไปวนมาน่ารำคาญ เหมือนเด็กจริงๆ ที่ผู้ใหญ่จะต้องใจเย็นด้วย แต่ถ้าติดตามไปเรื่องๆ ก็จะมีหลายจังหวะที่เด็กน้อยพาไปให้เราเจอเรื่องซึ้งๆ แต่มันเหนื่อยมากกว่าจะไปถึงตรงนั้น ดูหนังน่าจะง่ายกว่าสำหรับเรื่องนี้!

Safe and Sound เพลงประกอบภาพยนต์ The Hunger Games

เพิ่งมีโอกาสได้ฟังเพลงประกอบภาพยนต์ The Hunger Games ที่ร้องโดย Taylor Swift และ The Civil Wars เองค่ะ ได้ฐานะแฟนตัวยงของหนังสือ ฟังแล้วก็มีฉากนึงฟุ่งปรี๊ดเข้าหัวมาเลย อยากรู้ว่าแฟนหนังสือคนอื่นๆ คิดเหมือนกันหรือเปล่า

เพลง Safe and Sound เพลงประกอบภาพยนต์ The Hunger Games โดย Taylor Swift/ The Civil Wars แปลเนื้อไทยโดยกระเต็น

I remember tears streaming down your face

When I said, I’ll never let you go

When all those shadows almost killed your light

I remember you said, Don’t leave me here alone

But all that’s dead and gone and passed tonight

Just close your eyes

The sun is going down

You’ll be alright

No one can hurt you now

Come morning light

You and I’ll be safe and sound

Don’t you dare look out your window darling

Everything’s on fire

The war outside our door keeps raging on

Hold onto this lullaby

Even when the music’s gone

Gone

Just close your eyes

The sun is going down

You’ll be alright

No one can hurt you now

Come morning light

You and I’ll be safe and sound

Ooh, ooh, oh, oh, oh, oh, oh,

Ooh, ooh, oh, oh, oh, oh

Just close your eyes

You’ll be alright

Come morning light,

You and I’ll be safe and sound

Ooh, ooh, ooh, ooh,

Ooh, ooh, ooh, ooh,

Ooh, ooh, ooh

Oohhh.

ฉันจำได้ว่าน้ำตาไหลรินหน้าเธอ

เมื่อฉันบอกว่าจะไม่ทิ้งเธอไป

เงามืืดเหล่านั้นเกือบจะดับแสงเธอ

ฉันจำได้ว่าเธอขอร้องว่าอย่าทิ้งเธอไว้คนเดียว

แต่นั่นมันจบ มันสิ้น มันผ่านไปแล้ว

หลับตาเถิดนะ

อาทิตย์กำลังอับแสง

เธอจะไม่เป็นไร

ไม่มีใครทำร้ายเธอได้แล้ว

พอฟ้าเริ่มสาง

เราทั้งสองจะรอดปลอดภัย

อย่ามองไปนอกหน้าต่างนะที่รัก

ไฟกำลังไหม้ทุกสิ่งทุกอย่าง

สงครามยังดำเนินอยู่

ฟังเพลงกล่อมนี้ไว้

แม้เสียงเพลงจะเงียบไปแล้ว

เงียบไปแล้ว

หลับตาเถิดนะ

อาทิตย์กำลังอับแสง

เธอจะไม่เป็นไร

ไม่มีใครทำร้ายเธอได้แล้ว

พอฟ้าเริ่มสาง

เราทั้งสองจะรอดปลอดภัย

หลับตาเถิดนะ

เธอจะไม่เป็นไร

พอฟ้าเริ่มสาง

เราทั้งสองจะรอดปลอดภัย

Spoil นิดๆ หน่อยๆ

ฟังแล้วนึกถึงฉากแคทนิสกับรูฉากนั้นเลย! อยากรู้ว่าเสียง Ooh ooh oh ที่ร้องไปมาในเพลงจะเป็นสัญญานลับที่รูสอนแคทนิสหรือเปล่า !

อีกฉากที่นึกถึงคือตอนที่แคทนิสกับปีต้าในสภาพปางตายรอให้ฟ้าสางอยู่บนคอร์นูโคเปีย

อารมณ์แบบว่าจะรอดไม่รอด รอดไม่รอด…

อยากดูหนังแล้ว!

ปล. เห็นในเว็บแฟนคลับโชว์คลิปจาก 30 Rocks ที่พูดถึง The Hunger Games ด้วย

แหม…ไม่ยักรู้ว่าเจ๊ลิซก็เป็นแฟนปีต้าด้วย ปีต้าอบอุ่นแต่อ้อมแขนของเกลก็ร้อนแรงนะ!

มหกรรมวรรณกรรมแห่งชัยปุระ Jaipur Literature Festival 2012

เพิ่งจบไปสดๆ ร้อนๆ เลยกับ Jaipur Literature Festival 2012 มหกรรมวรรณกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย งานที่คอวรรณกรรมจากทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่อพูดคุยเรื่องหนังสือ สังคม ศาสนา และการเมือง คือการรวมตัวกันของนักคิดทั้งหลายนี่เอง งาน JLF จัดมาเป็นปีที่ 5 แล้ว ความตั้งใจของผู้จัดก็ประจักษ์ชัดจนสามารถดึงนักคิดนักเขียนจากทั่วโลกเพื่อมาเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดกันได้

เล่าเรื่องรูปแบบของงานหน่อยนะคะ งานมีทั้งหมด 5 วัน เริ่มตั้งแต่ 10 โมงเช้า จน 5 โมงเย็น ในงานมี 4 เวที รวมทั้งอีกหนึ่งเวทีที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการคิดและประชาธิปไตยสำหรับเยาวชน ทุกเวทีจะเริ่มเวลาเดียวกัน และใช้เวลากับเรื่องละ 1 ชั่วโมง ดังนั้นรอบเช้าจะมีทั้งหมด 12 ประเด็นให้ฟัง และตอนบ่ายจะมีประมาณ 16 ประเด็นให้เข้าร่วมส่วน ตอนเย็นจะมีเวทีเดียวสำหรับดนตรีและศิลปะการแสดง เฉพาะรอบเย็นเท่านั้นที่ต้องเสียค่าเข้า 200 รูปี (160 บาท) ในงานมีร้านอาหาร ร้านขายของและร้านหนังสือที่ขายหนังสือของนักเขียนที่มาร่วมงาน

ส่วนผู้มาบรรยายและอภิปรายนั้น มีตั้งแต่นักคิดนักเขียนจากอเมริกา อังกฤษ ละตินอเมริกา แอฟริกา เอเซียตะวันออกกลาง อินเดีย ปากีสถาน หลายคนหน่อย จากจาก ทิเบต ภูฐาน ส่วนออสเตรเลีย อืมมม จำไม่ได้ค่ะ

ตารางของงานทั้งบรรยายไม่ไหวมีเยอะมาก เข้าไปดูได้ที่นี่ค่ะ

http://jaipurliteraturefestival.org/program-2011/22-jan-2012-program/

มีตารางกิจกรรมของทุกวันและคลิปของแต่ละเวทีให้ดู้วย

ขอเล่าว่าไปฟังเวทีไหนมาบ้างแล้วกันนะ วันแรกเริ่มต้นด้วย ‘The Disappointment of Obama’

David Remnick in conversation with Samanth Subramanian. ผู้บรรยายเป็นบก.ของนสพ. The New York Times ก็มาให้มุมมองด้านการเมืองของอเมริกาที่กำลังจะมีการเลือกตั้งใหม่

ตอยบ่ายไปชม ‘The Arab Spring: A Winter’s View’

Kamin Mohammadi Navdeep Suri, Karima Khalil, Raja Shehadeh, Max Rodenbeck in conversation with Barkha Dutt ไปรับฟังมุมมองการเมืองฝั่งตะวันออกกลางบ้าง

วันที่สอง ไปฟัง Rediscovering India’s Buddhist Heritage’

Nayanjot Lahiri in conversation with John Keay. ได้ความรู้เรื่องพุทธสถานในอินเดียเพียบ

Oprah in Jaipur

วันที่สามตื่นเต้นมากเพราะมีคนดังระดับโลกอย่าง Oprah Winfrey มาก็อยากไปเห็นกับตา แถมกูรูดังอย่าง Deepak Chopra ยังมาขึ้นเวทีต่อจากเธอ แถมยังมีเวทีที่น่าสนใจ อย่าง’On Pakistan’

Fatima Bhutto and Ayesha Jalal in conversation with Karan Thapar. อยากเห็นสมาชิกครอยครัวฺ Bhutto ที่ต้องอพยพหนีตายหลายครั้ง กับเวที Aung San Suu Kyi and the Future of Myanmar’

Fatima Bhutto

Peter Popham and Thant Myint – U, in conversation with David Malone. ก็น่าสน แต่ปรากฎว่าไปถึงหน้างานเจอผู้คนมืดฟ้ามัวดินแห่กันมาทั้งเมืองชัยปุระรวมทั้งจากเดลลี เพื่อมายลโฉมเจ้าแม่โอปราห์ ดูแล้วไปเบียดกับผู้คนไม่ไหวเลยถอยกลับบ้าน แต่โชคดีเวที Oprah มีถ่ายทอดทางทีวี เลยได้ฟังมุมมองของเธอกับหนังสือ วิธีเลือกหนังสือ ไปจนถึงคติการใช้ชีวิตและทำงานของเธอ ก็สมเป็นป้าโอค่ะ

วันที่สี่ไปดู ‘Stalin’

Simon Sebag Montefiore, introduced by William Dalrymple. Simon เป็นนักประวัติศาสตร์ที่เก็บข้อมูลเก่งและเล่าเรื่องสนุกมาก ฟังเขาคุยจบแล้วเลยต้องไปซื้อหนังสือของเขาตามมาอีก 4 เล่ม! อีกเวทีที่ไปคือ ‘The Magic of Reality’

Richard Dawkins and Lalla Ward in coversation. Dawkins ผู้เขียน The God Delusion ที่ยืนยันมั่งคงว่าพระเจ้าไม่มีจริง อ่านหนังสือของเขาแล้วก็อยากเห็นตัวจริงหน่อย ไม่ผิดหวังเลย นักวิทยาศาสตร์และอาจารย์จาก Oxford คนนี้ทั้งพูดทั้งเขียนเก่งเหลือเกิน สามารถยืนยันได้ถึงคติที่ว่าตนเป็นที่พึ่งของตนในดินแดนที่คนขอความเห็นใจจากพระเจ้าในทุกเรื่องของชีวิต!

Richard Dawkins

แล้วก็มาถึงวันสุดท้าย ไปฟัง Stoppard in Arcadia’

Tom Stoppard introduced by Mukund Padmanabhan. Tom Stoppard เป็นนักเขียนบทละครชื่อดังชาวอังกฤษ ทั้งบทหนังและบทละครของเขาได้รางวัลมาหลายเรื่อง เขามาให้มุมมองเรื่องการเขียนและบทที่ดี

Tom Stoppard

ต่อด้วยเวที Freedom of Speech ที่เชิญผู้บรรยายหลากหลายพื้นฐานมาให้มุมมองเรื่องที่ Salman Rushdie นักเขียนที่เขียนไม่ถูกใจพวกมุสลิมฝั่งขวาในนิยายของเขา ถูกพวกหัวรุนแรงห้ามมาปรากฎตัวในงาน ตัวแทนจากฝ่ายหัวรุนแรงก้มาให้มุมมองด้วย

และเวทีสุดท้ายจบด้วย การอภิปรายเรื่อง Has Man replace God โดยมีนักเขียนต่างพื้นฐาน 6-7 คนมาให้เหตุผลคนละ 3 นาที จบแล้วก็โต้เหตุผลคนอื่นได้คนละ 2 นาที สนุกมากเวทีนี้ คนที่ได้เสียงเชียร์เยอะสุดก็คือ Dawkins นั่นเอง นั่นแปลว่าผู้ชมจะเลิกสวดมนต์ก่อนนอนหรือเปล่าไม่รู้ สรุปว่าจบงานอย่างสนุกสนานและพอเปิดเผยผู้ที่มาร่วมงานมีหน้าและเห็นชื่อนักเขียนโปรดหลายคนแล้ว ก็ต้องวางแผนการเดินทางแล้วล่ะ !

The Help, Kathryn Stockett Review

The Help เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ออกมานานแล้วแต่เราหลบหลีกไม่กล้าอ่านมานานมาก เพราะพออ่านดูเนื้อเรื่องจากปกหลังแล้วกลัว…กลัวมาก มันบอกว่าเกี่ยวกับผู้หญิงผิวขาวที่พยายามช่วยบรรดาแม่บ้านผิวดำที่ถูกเอาเปรียบและเหยียดสีผิวจากคนผิวขาวในอเมริกายุค 1960 ก่อนที่จะเกิดการประท้วงเพื่อความเท่าเทียมขึ้น ไอ้เราที่เรียนวรรณคดีมาก็หลอนไปถึงวรรณกรรมคนผิวสีในยุคนั้นที่ต้องอ่าน และไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ เรื่องที่เขียนจากหัวใจมันก็ลึกซึ้งทั้งนั้น แต่ไอ้อารมณ์ขมขื่นเศร้าสร้อยมันหลอนมาเลย ทำให้ไม่กล้าอ่านเรื่องนี้เพื่อความบันเทิง แต่หลังจากที่หนังออก (ไม่ได้ดูเพราะเหตุผลเดียวกัน) และเริ่มเห็นคลิปจากหนังว่ามันก็ดูขำๆ นะ ประกอบกับรีวิวที่ดีเหลือเกิน ก็เลยหามาอ่านแล้วก็ต้องเขกหัวหัวเองไป 3 ป็อกในฐานะที่โง่และคิดคับแคบอยู่นานมาก

The Help พูดถึงประเด็นที่เศร้าก็จริง แต่ผู้เขียนดำเนินเรื่องผ่านแม่บ้านหญิงผิวสีสองคนที่สู้ชีวิต ฉลาด หลักแหลม และมีอารมณ์ขัน อเบอร์ลีนเป็นผู้หญิงเก่ง มีหลายจังหวะที่เธอต้องส่ายหัวหน่ายใจเพราะความดักดานของนายจ้างของเธอ แต่กระนั้นเธอก็รักลูกของนายจ้างเสมือนกับเป็นลูกของเธอเอง มินนี่ เพื่อนรักของอเบอร์ลีนมีฝีมือทำอาหารที่ขึ้นชื่อลือชาไปทั่วเมือง แต่เธอหางานทำไม่ค่อยได้เพราะฝีปากที่จัดจ้าน ที่ทำให้ถูกนายเก่งไล่ออก แถมยังแค้นจนตามไปบอกว่าที่นายจ้างทุกคนของมินนี่ให้เปลี่ยนใจ

เนื้อเรื่องเริ่มดำเนินไปกับแผนของสกีเตอร์ เพื่อนของนายจ้างของมินนี่และอเบอร์ลีน สตีเตอร์ต่างจากผู้หญิงคนอื่นในเมืองเพราะเธอมีการศึกษาสูงและยังโสด ขณะที่คนอื่นๆ เป็นแม่บ้านกันหมด สกีเตอร์อยากเป็นนักเขียน และมีปนในใจที่อยากตามหาคอนสตานทีน แม่บ้านที่เธอรักมากที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตอนที่เธอไปเรียนมหาวิทยาลัย

กว่าทั้งสามจะได้จับกลุ่มกันก็ทุลักทุเลและเรื่องก็ดำเนินไปอย่างมีอารมณ์ขันและน่าติดตาม ตัวละครหลัก เพื่อนๆ ผิวสี ต้องลุ้นให้โปรเจ็คยักษ์ของทั้งสามสำเร็จลุล่วง แต่การเดินทางนั้นมีแต่เรื่องที่คาดไม่ถึง นี่เป็นเสน่ห์ของ The Help หนังสือโดยผู้หญิง เพื่อผู้หญิงที่อ่านแล้วจะอมยิ้มและมีกำลังใจสู้ต่อไป

Only Time Will Tell, Jeffrey Archer – Review

มหากาพย์เรื่องใหม่ของนักเขียน/นักการเมืองระดับท่าน Sir เริ่มแล้ว Jeffrey Archer เป็นอีกหนึ่งนักเขียนร่วมสมัยชาวอังกฤษที่มีความเข้าใจในเบื้องลึกเบื้องหนังของวงการการเมืองและการเงิน Only time will tell เป็นเล่มแรกใน Clifton Chronicles ที่ตามติดชีวิตของเด็กชาย Harry Clifton ที่แม้จะกำพร้าพ่อและยากจนแต่ก็ฉลาดเฉลียวเสียจนได้ทุนไปเรียนในโรงเรียนประจำดัง จนได้สนิทสนมกับทั้งลูกผู้ดีและเด็กทุนอื่นๆ สนิทถึงขั้นเข้าไปเกี่ยวพันรู้เบื้องลึกที่ไม่น่าเป็นไปได้ของนักธุรดังประจำเมืองและไปมีรักต้องห้ามกับน้องสาวของเพื่อนสนิท นี่พึ่งเล่มแรกที่เป็นการปูพื้นเรื่งก็มีปริศนามากมายแล้ว เนื้อเรื่องเล่าผ่านตัว Harry เพื่อนสนิท คนรัก และครอบครัวของเขา จนผู้อ่านได้เห็นปริศนาในมุมต่างๆ และลุ้นให้ตัวละครทั้งหลายเห็นคำใบ้เหล่านั้น ปริศนาบางอย่างได้คลี่คลายในเล่มนี้ แต่มันก็เปิดปมที่ใหญ่ยิ่งขึ้นให้ต้องติดตามต่อไป

อ่านรีวิวเล่ม 2 Sins of the father ได้ที่นี่ https://kratenbooks.wordpress.com/2012/04/25/sins-of-the-father-jeffrey-archer/

News! จดหมายรักจากเกิร์นซีย์ใกล้เปิดกองถ่าย

Confirm เรียบร้อยแล้ว The Guernsey Literary and Potato Peel pie Society หรือจดหมายรักจากเกิร์นซีย์ ซึ่งได้ Kenneth Branagh มากำกับจะเริ่มถ่ายทำเดือนมีนานี้ และตามที่ลือกัน เคท วินสเล็ทจะมารับบทจูเลียต นักข่าวสาวในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง จูเลียตเดินทางไปสืบหาปริศนาที่เกาะเกิร์นซีย์ การไปพูดคุยกับผู้คนในท้องถิ่นหลายๆ คนก็ทำให้การผจญภัยที่คาดไม่ถึงขึ้น ส่วนใครจะมารับบทชาวเกิร์นซีย์ โดยเฉพาะนายดอร์ซี่ย์ อดัมส์นั้น กระเต็นจะตามสืบมาให้ค่ะ!

http://insidemovies.ew.com/2012/01/13/winslet-branagh-guernsey//13/winslet-branagh-guernsey/