Archive | March 2012

รีวิวหนัง The Hunger Games ในมุมของแฟนหนังสือ

 

หน้านี้เป็นรีวิวหนังนะคะ รีวิวหนังสือได้ที่หน้านี้ https://kratenbooks.wordpress.com/2011/10/07/the-hunger-games-review-รีวิวฮังเกอร์-เกมส์/

ในที่สุดก็ได้ไปดูหนัง The Hunger Games ที่เราอ่านหนังสือไปแล้วหลายๆ รอบ และก็อินไปกับโลกในหนังสือนั้นมาก

หนังสองชั่วโมงกว่าดูแล้วก็รู้สึกว่าแป๊บๆ เอง เพราะเพลินไปกับการเห็นตัวละครที่เราชอบในแบบที่มีชีวิตชีวา ไม่ได้ขัดขวงกับตัวไหนเลย แต่ที่ชอบที่สุดก็คือแคตนิสที่ Jennifer Lawrence เล่นได้แข็งแกร่งสมเป็นแคทนิส แม้จะไม่ได้อดโซเหมือนในหนังสือ แถมตอนเล่น Winter’s bone  Jen ยังดูสะบักสะบอมปางตายกว่าใน Hungers Game เสียอีก

เลยคิดว่าในฉบับภาพยนตร์ ความโหดร้ายรุนแรงทุกอย่างถูกลดระดับลงมา ทั้งในตัว Arena และสภาพสังคม เราอดเห็นความโหดร้ายของผู้ปกครองเพราะพวก Avox หายไปหมด คนดูหนังเลยไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนต้องเล่นไปตามเกมส์ เขต 13 ที่ถูกทำลายไปทั้งเขตเพราะกบฎก็ไม่ได้เห็น พอขาดมุมนี้ เพื่อนที่ไม่ได้อ่านหนังสือแต่ไปดูหนังเลยรู้สึกว่าหนังไม่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่และซ่อนเร้น ส่งเด็กไปฆ่ากันแล้วก็จบ

ในมุมการต่อสู้ในarena เลยทำให้หนังถูกเปรียบเทียบกับหนังญี่ปุ่น Battle Royale ทั้งๆ ที่ในหนังสือ การต่อสู้ไม่ได้เป็นประเด็นหลักเลย แต่การพยายามเอาตัวรอดในพื้นที่ที่ยากลำบาก และการถูกทั้งผู้คุมเกมส์และผู้เล่นคนอื่นตามล่าเป็นปัญหาหลักของแคทนิสต่างหาก กว่าเธอจะหาน้ำดื่มสักอึกได้เธอก็แทบตาย การดักหาอาหารในแต่ละมื้อเราแทบไม่ได้เห็นเลย ความร่วมมือระหว่างแคทนิสกับรู จนไปถึงเทรซ ที่กลายเป็นไฟแห่งความหวังสำหรับสังคมที่ถูกกดขี่ก็ไม่ได้ถูกนำเสนออย่างชัดเจน และการที่เลือดสาดน้อยไป ที่ปีต้าไม่ได้เสียขาและแคทนิสไม่ได้เสียหู เลยทำให้ทุกอย่างสวยงามไปหน่อย สุดท้ายคือเสียดายที่ไม่ได้เห็นเกมส์เอาใจคนดูของแคทนิสตอนที่ดีกับปีต้า จนตอนจบเกมส์ปีต้ายังสับสนว่าตกลงเป็นอย่างไรกันแน่

ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้เนื้อหาจะถูกทำให้เรียบง่ายและความโหดร้ายถูกลดระดับกว่าในหนังสือมาก แต่ก็ยังรอดู Catching Fire อยู่ดี เพราะเกมส์ถูกยกระดับขึ้น แถมมีตัวละครเด่นๆ อย่างฟินนิกและโจแอนนาที่จะมีสร้างสีสันให้มันส์หยดแน่นอน

โอลีเวียร์ นิวตัน จอห์น กรีส และแฟชั่นแบบ 50s

ไหนๆ เห็นโอลีเวียร์ นิวตัน จอห์นกำลังจะมาคอนเสิร์ตที่เมืองไทยอาทิตย์นี้แล้ว เลยอยากจะพูดถึงแฟชั่นที่ฮือฮาที่สุดของเธอจากหนังเรื่องกรีส ซึ่งกลายเป็นภาพติดตาเวลาที่พูดถึงเธอก็จะนึกภาพสาวในไร้เดียงสาในกระโปรงบานๆ จนถึงภาพสาวสุดเซ็กซี่ในชุดรัดรูปสีดำ

แม้ว่าเรื่องกรีสจะถูกสร้างขึ้นช่วงปี 70 ในมันเป็นหนังย้อนยุคที่ว่าด้วยเรื่องวัยรุ่นในปี 50 ปลายๆ ยุคที่ icon ดังๆ ช่วงนั้นก็จะมี Elvis Presley และ Marilyn Monroe ความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมแฟชั่นในช่วงนั้นคือสามารถผลิตเสื้อผ้าด้วยวัสดุซินเทติกและอะครีลิกที่ทำให้ราคาถูกขึ้น และเนื้อผ้าก็รัดรึงร่างกายมากขึ้น ทั้งเสื้อเชิ้ตและเสื้อsweater ช่วงนั้นผู้หญิงจะหันมานิยมโชว์สัดส่วนความเป็นหญิง แต่แทนที่จะใส่คอร์เซ็ตเหมือนโบราณก็จะกลายเป็นใส่บราเสริมทรงใส่เข็มขัดใหญ่ๆ เพื่อเน้นเอวแทน ในท่อนล่าง วัยรุ่นสาวจะเลือกใส่กระโปรงบานๆ ที่ยาวเลยเข่า โดยเฉพาะกระโปรงลายหมาพูเดิ้ล เรียกว่าฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองเลยไอเท็มนี้ เอาไปใส่เต้นสะบัดได้เลย

ส่วนกางเกงสาวๆ ก็ชอบใส่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นกางเกงรัดรูปที่ยาวเลยเข่าเช่นกัน ช่วงนั้นๆ สาวๆ ยังไม่ค่อนใส่ยีนส์ในชีวิตประจำวันเหมือนหนุ่มๆ

ส่วนทรงผมนั้น สาวๆ จะชอบดัดผมเป็นลอนๆ ส่วนหนุ่มๆ โดยเฉพาะกลุ่มกรีสเซ่อส์ที่รักการเล่นรถเป็นชีวิตจิตใจจะต้องไว้ผมหน้ายาวและใช้นำ้มันเสบจัดทรงมันเท่านั้นถึงจะทันสมัยสุดๆ

เรียกว่าวัยรุ่นยุค 50 เป็นวัยรุ่นยุคแรกที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก จนสร้างตลาดกลุ่มเด็กหนุ่มสาวขึ้นมาได้เลย

มาปิดท้ายด้วยภาพแฟชั่นสวยๆ จากยุค 50 นะคะ

The Lady of the Rivers, Philippa Gregory Review

มาแล้วค่ะ เล่ม 3 ในซีรีส์ The Cousins War ของยอดนักเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์อังกฤษ Phillippa Gregory เนื้อหาในเล่มนี้เกิดขึ้นก่อน The White Queen และ The Red Queen เพราะเป็นเรื่องของจาเก็ตต้า แแห่งลักซัมเบิร์ก แม่ของ The White Queen, Elizabeth Woodville ยายของ Henry VIII และทวดของ Elizabeth I นั่นเอง

ชีวิตของจาเก็ตต้าถูกผสมไปด้วยศาสตร์ทางวิทย์และเวทย์มนต์ ที่ลักซัมเบิร์กมีตำนานที่กล่าวถึงต้นตระกูลของเธอว่าคือเมลูซีน่า ครึ่งมนุษย์ครึ่งพรายน้ำที่ไปรักกับชายหนุ่ม ดังนั้นผู้หญิงที่เกิดมาในครอบครัวนี้จะมีความงามและความหยั่งรู้พิเศษ จาเก็ตต้าก็ได้คุณสมบัติทั้งสองอย่างมา

ชีวิตของเธอผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ในประวัติศาสตร์มากมาย แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นผู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยตรง แต่เธอก็อยู่ในจุดศูนย์กลางมาตลอด ดวงที่ขึ้นๆ ลงๆ ก็เป็นจุดเด่นของชีวิตเธอ ตั้งแต่การได้แต่งงานกับท่านดยุ๊กวัย 50 ตอนที่อายุ 16 ชีวิตแต่งงานนั้นเหมือนช่วงมหาวิทยาลัยที่เธอได้พบเจออาจารย์และรำ่เรียนศึกษาวิชาต่างๆ เมื่อท่านดยุ๊กตาย เธอเลือกความรักและแต่งงานกับริชาร์ด วู๊ดวิล ผู้ติดตามของสามีเก่า ชีวิตใหม่แม้จะยากจน แต่ความรักของทั้งคู่ทำให้มีลูกกันถึง 10 คน ! และลูกสาวทุกคนก็ต่างได้พรของเมลูซีน่ามาทั้งนั้น เพราะความสูงศักดิ์ในชาติกำเนิดและฐานันดรที่ได้จากสามีเก่า ทำให้จาเก็ตต้าได้เข้าวังเป็นนางสนองของพระราชินี เนื้อเรื่องก็เล่าได้อย่างเข้มข้น ณ ตอนนี้เพราะช่วงสงครามกุหลาบของอังกฤษนั้น ไม่มีกษัตริย์คนไหนรวบอำนาจได้อย่างมั่นคงเลย บัลลังก์เปลี่ยนจากยอร์กเป็นแลงคาสเตอร์กลับไปกลับมา และเมื่อเจ้านายของเธอต้องหนีเร่ร่อนไป แทนที่จาเก็ตต้าจะได้หลบมาพัก กษัตริย์หนุ่มของยอร์กก็มาตกหลุมรักลูกสาวเธอ ทำให้เธอได้กลับไปสู่ศูนย์กลางของการเมืองอีก

จะเป็นเพราะชะตา หรือพรของเมลูซีน่าที่ดึงให้จาเก็ตต้ามาอยู่ที่จุดสูงสุดของสังคมอยู่เรื่อย ชีวิตของเธอก็ไม่เคยได้เป็นแม่บ้านธรรมดาแม้จะมีลูกถึง 10 คน ฟิลิป้าเล่าเรื่องของเธอได้อย่างสนุกเข้มข้น ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กสาวจนโตเป็นผู้ใหญ่ และแม้เธอจะไม่เคยใช้ญาณของเธอโดยตรง แต่เราก็รู้สึกได้ว่ามีเวทมนต์บางอย่างโอบอุ้มเธออยู่

การกลับมาของสาว Flappers กับภาพยนตร์ The Great Gatsby 2012

มาประเดิมคอลัมใหม่ของกระเต็น คือ Kraten In Trend กันด้วยเรื่องราวของสาวแฟล็บเปอร์ ที่กลับมาวาดลวดลายกันบนรันเวย์ของแบรนด์ดังหลายแบรนด์สำหรับฤดู Summer 2012 รวมทั้งในหนังสือที่ว่าด้วยชีวิตของพวกเขาที่ถือได้ว่าเป็นหนังสือคลาสสิกของอเมริกาคือ The Great Gatsby ของ F. Scott Fitzgerald มันเคยถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี 1926 คือกำลังร่วมสมัยเลย ที่ดังที่สุดคือเรื่องที่ออกในปี 1974 ที่นำแสดงโดย Robert Redford และ Mia Farrow และในปลายปีนี้ภาพยนตร์ดัดแปลงฉบับล่าสุดก็จะออกฉาย นำแสดงโดย Leonado DiCaprio, Carrie Mulligan ที่ใครๆ ก็ว่าเหมือน Mia มาก Tobey Maguire เล่นเป็น Nick Carraway คนเล่าเรื่อง กำกับโดย Baz Luhrmann ผู้กำกับที่ถนัดที่จะจับเรื่องร้องเล่นเต้นระบำมาใส่ดราม่าแบบนำ้ตาเล็ด ดังจะเห็นได้จาก Strictly Ballroom, Moulin Rouge! และที่สำคัญเคยทำงานกับลีโอมาแล้วใน Romeo + Juliet ปี 1996 ซึ่งทั้งหนังทั้งเพลงประกอบดังในหมู่วัยรุ่นช่วงนั้นมาก

กลับมาที่แฟชั่นของ Flappers ดีกว่า ทำไมมันถึงสร้างความสนใจได้มากมาย หลายๆ คนคงคุ้นภาพสตรีในยุคต้นค.ศ. 1900 ได้ ถ้าไม่ได้ก็นึกภาพผู้หญิงผมยาวสลวยแต่เกล้ามัดอย่างเรียบร้อย อยู่ในเสื้อเชิร์ตแขนยาวและกระโปรงยาวถึงตุ่มแต่ไม่สุ่มแล้วนะคะ ประมาณนี้ค่ะ

Image

แล้วก็เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในช่วง 1914-18 สังคมทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด คนหนุ่มล้าตายเป็นจำนวนมาก ผู้หญิงต้องเข้มแข็ง มีหน้าที่มากขึ้น พอหมดสงครามความเครียดก็ยังมี คนไม่สามารถกลับไปทำตัวตามปกติได้ และก็อยากใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยงไม่ต้องเสียดายอะไร อยากทำอะไรทำมันวันนี้ ทำให้สาวๆ ยุคนั้นทำตัวกระฉับกระเฉงก๋ากั่น กินเหล้า สูบบุหรี่ ออกเที่ยวกลางคืนกันอย่างเปิดเผย แต่กิจกรรมที่สำคัญที่สุดก็คือการเต้นรำ! เพราะเป็นยุคที่เพลงแจ๊สกำลังเฟื่องฟู เรียกว่าเต้นรำกันสุดเหวี่ยงเลยทีเดียว นี่คือบุคลิกของสาวFlapper และแฟชั่นของเธอก็คือ

Image

1 กระโปรงสั้นกรุยกราย ใส่แล้วพลิ้วยามเคลื่อนไหว และจะสั้นขึ้นทุกปี ตั้งแต่ 1920-30 ชายมันจะหดไปเรื่อยๆ

2 สายเดี่ยว แขนยาวทำให้เต้นรำไม่ถนัดดังทั้งกระโปรงทุกตัวต้องแขนเว้าหรือเป็นสายเดี่ยว

3 ทรงกระบอก จากเดิมที่ต้องใส่ชุดชั้นในคอร์เซ็ตเพื่อเน้นอกเน้นเอว สาวๆ หันมาสวมชั้นในสบายๆ และหันมานิยมหุ่นแบบบาง หน้าอกเล็กๆ แทนหุ่นนาฬิกาทราย บราที่ใส่จึงเป็นแบบปิดร่องอก จะได้สะดวกในการเต้นรำด้วย

4 เข็มขัดที่สะโพก เพราะนิยมชุดทรงกระบอกสั้นพลิ้วๆ เข็มขัดจึงเป็นเครื่องประดับรอยสะโพกแทน

5 ผมสั้น ยุคแรกเริ่มของผมบ็อบ ซึ่งก็มีหลายแบบ จนถึงตัดสั้นเลย เลือกได้ตามสบาย อย่าไว้ยาวก็พอ เชย !

6 เครื่องประดับแบบพลิ้วๆ สร้อยมุกยาว แหวนหัวใหญ่ๆ เข้ากับชุด Flapper ที่สุด

7 แต่งหน้า นี่เป็นยุคที่สาวๆ เริ่มแต่งหน้ากันในชีวิตประจำวัน ทั้งปาก ตา แก้ม เต็มที่ได้

นึกได้แค่นี้หละ มาดูรูปจากกองถ่าย The Great Gatsby หน่อยดีกว่า

Image

หนุ่มๆ เนี๊ยบสาวแครี่ก็พร้อมเต้นรำแล้ว มีภาพนางแบบ Gemma Ward ที่มาเล่นเรื่องนี้ด้วย

Image

เป็น Flapper Gemma นะคะ

ย้อนอดีตกับหนังในปี74 บ้าง

Image

ดูเป็น Flapper แท้ๆ ที่ไม่ลืมเครื่องประดับของตน

และปิดท้ายด้วยแฟชั่น Flapper แบบ 2012 กันค่ะ

Image

จาก Ralph Lauren ค่ะ สำหรับใส่สบายๆ

Image

จาก Etro ดูทั้งน่ารักและSexy แบบใสๆ

และปิดท้ายจริงๆ ด้วยภาพสาวFlapper in action ค่ะ

 

Anna Karenina, Leo Tolstoy Review

หนังสือที่สะท้อนความฉาบฉวยของชีวิตครอบครัวที่เริ่มต้นอย่างเปราะบาง และหนึ่งในนิยายรักที่โด่งดังที่สุดในโลก แม้แต่ผู้เขียนลีโอ ตอยสตอยยังมองว่าแอนนา คาเรนีน่าเป็นผลงานชิ้นเอกของเขา ตอลสตอยใช้เกือบ 5 ปีเขียนนิยายเรื่องนี้ ซึ่งเขาเขียนเป็นตอนๆ พิมพ์ในนิตยาสาร ซึ่งเป็นวิธีแพร่งานในศตวรรษที่ 18 ตอลสตอยเขียนถึงวิถีชิวิตของชนชั้นสูงในรัสเซีย ความกลวงและฉาบฉวยของสังคม และความอยุติธรรมที่สังคมมองผู้หญิง

แอนนา คาเรนีน่าสาวงามในสังคมได้แต่งงานกับอเล็กซี คาเรนิน ขุนนางผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ที่แก่กว่าเธอถึง 20 ปี ระหว่างที่แอนนาไปเยี่ยมครอบครัวของพี่ชายก็ได้พบวรองสกี้ ทหารม้าหนุ่มจากครอบครัวดีที่ตกหลุมรักเธออย่างจัง และเพียรจีบเธออย่างไม่ลดละ นิยายมีตัวละครมากมายหลายตัวที่ผู้อ่านได้พบเจอตลอดทั้งเรื่อง และต่างก็ให้ความคิดเห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราได้ติดตามมุมมองของคนที่รักแอนนาจริงๆ และเพื่อนที่คบเธอแต่เพียงฉาบฉวย เมื่อหัวใจของแอนนาพ่ายแพ้ต่อวรองสกี้ เธอก็ไม่สามารถคบเขาเป็นชู้เล่นๆ เหมือนที่เพื่อนสาวสังคมคนอื่นๆ แนะนำและทำกัน เพราะเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกที่ถูกแนะนำให้เลือกสามีเพราะยศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่ใช่ความรัก และมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่สามีของใครๆ ต่างก็ทิ้งภรรยาไปมีชู้ ภรรยาถึงต้องมีของเล่นของตนบ้างๆ แถมใครๆ ก็ชื่นชมวรองสกี้ที่ไปคบกับภรรยาของคนใหญ่คนโตได้ แต่แอนนาไม่สามารถคบเขาได้แบบครึ่งๆ กลางๆ เธอรักแรงรักจริง ต้องการให้สามีหย่า เธอจะได้ไปอยู่กับวรองสกี้ได้ สามีก็ไม่ยอมหย่า เธอต้องกดดันวรองสกี้ให้พาเธอหนีไป แต่ชีวิตสองต่อสองกลับไม่สวยงามอย่างที่คิด วรองสกี้ยังมีความทะเยอทะยานทางการงานและเข้าสังคมได้ตามปกติ ในขณะที่แอนนาถูกรังเกียจจากกลุ่มสังคมเดิมของเธอจนทนอยู่ในเมืองไม่ได้ ชีวิตเธอถูกบีบให้คับแคบ ในขณะที่วรองสกี้ถูกครอบครัวกดดันให้ทำงานและคบกับผู้หญิงที่เหมาะสม ผู้อ่านต้องเศร้าไปกับแอนนาที่มองไม่เห็นทางออกของเธอจริงๆ

เนื้อเรื่องถูกเล่าจากบุคคลที่สาม ที่พอจะรู้ใจตัวละครที่เดินเรื่องอยู่ในแต่ละตอน โทนของตอนขึ้นอยู่กับบุคลิกของตัวละครแต่ละตัว แต่ก็ทำให้ผู้อ่านได้เห็นมุมมองของคนในสังคม และมันช่างแตกต่างเหลือเกินในสิ่งที่เขามองแอนนาและวรองสกี้ ทั้งคู่ควรถูกโทษทั้งสองคนหรือเปล่า แต่ทำไมสังคมถึงมองว่าผู้หญิงที่กล้าทำตามหัวใจของตัวเองเป็นผู้ผิด ในขณะที่ผู้ชายที่ทำตามกิเลสของตนยังได้รับการให้อภัยมาเสมอ นี่ก็ผ่านมา100 กว่าปีแล้วจากที่นิยายเรื่องนี้ถูกเขียน สังคมเราเปลี่ยนไปบ้างหรือยัง

When God Was a Rabbit, Sarah Winman Review

When God Was a Rabbit เป็นอีกหนึ่งนิยายที่ว่าด้วยความสัมพันธ์อันใกล้ชิดแต่ลึกลับในครอบครัว อย่าง We need to talk about Kevin แต่การติดตามตัวละครและการเล่าเรื่องไปเหมือนกับ One Day ที่จะเล่าเรื่องจากปากของตัวเอกในวัยนั้นๆ

เอลลี่ มีพี่ชายที่แก่กว่า 5 ปีคือโจ เรื่องเริ่มที่วัยเด็กของทั้งคู่ เหตุการณ์ที่พวกเขาเจอที่ทำให้แตกต่างจากคนอื่นๆ จนโตเป็นผู้ใหญ่ แม้จะประสบความสำเร็จในการงาน แต่ทำไมทั้งคู่กลับมีเพื่อนยาก และรู้สึกว่ามีกันและกันเท่านั้นที่รู้จักกันดีที่สุด

เนื้อเรื่องฟังเหมือนจะซีเรียสและเศร้า แต่มันกลับถูกเล่าด้วยมุมมองที่ประชดประชันและขบขัน ทำให้อ่านเพลิน จะสงสารก็สงสาร แต่ก็ขำด้วย เนื้อเรื่องคาดเดาไม่ได้ และบางทีพอเฉลยปม เราก็ยังไม่เข้าใจเหตุผล อาจเป็นเพราะที่เป็นเรื่องแรกของผู้เขียน มันก็มีความเป็นตัวของตัวเองและน่าสนใจ เป็นนิยายแนวน้องสาวกับพี่ชายที่ซึ้งกินใจค่ะ