Tag Archive | literature

Kraten’s most romantic novels ranking

วันแห่งความรัก วันวาเลนไทน์มาถึงแล้ว ปีนี้กระเต็นขอส่งต่อความรักให้คุณผู้อ่านด้วยการจัดอันดับนิยายรักที่เคยอ่านมาให้ดูเล่นๆ ตัดสินด้วนรสนิยมส่วนตัว เพื่อใครที่อยู่ในอารมณ์โรแมนติกจะได้ไปหาอ่านดูนะคะ

atonement

อันดับที่ 7 Atonement ของ Ian McEwan

นิยายย้อนยุคสุดซึ้งสะเทือนใจ ที่ทำให้ดีใจที่ได้รัก แต่ขอตัดคะแนนตรงความเศร้าไปนะคะ

วินเทจสื่อรัก

วินเทจสื่อรัก

 

อันดับที่ 6 A Vintage Affair ของ Isabel Wolf วินเทจสื่อรัก แปลโดยภัทรา หงษ์พร้อมญาติและลมตะวัน

ความรักแนวกุ๊กกิ๊กของสาวที่รักแฟชั่น อ่านง่ายๆ สบายๆ

The_Notebook_Cover

อันดับที่ 5 The Notebook ของ Nicholas  Sparks

นิยายดังของเจ้าพ่อนิยายรักที่ทำให้ผู้อ่านต้องเสียน้ำตา

Water for Elephants

อันดับที่ 4 Water for Elephants ของ Sara Gruen มายา รัก ละครสัตว์ แปลโดยรสวรรณ พึ่งสุจริต

นิยายรักผจญภัยที่เกิดขึ้นในคณะละครสัตว์มหัศจรรย์

Pride and Prejudice

อันดับที่ 3 Pride and Prejudice ของ Jane Austen

นิยายรักสุดคลาสสิก ที่มาของชายในฝันของสาวหลายๆ คน

จดหมายรักจากเกิร์นซีย์

อันดับที่ 2 The Guernsey Literary and Potato Peel Pie Society ของ Mary Ann Shaffer, Annie Barrows จดหมายรักจากเกิร์นซีย์ แปลโดยรสวรรณพึ่งสุจริต

นิยายรักของคนรักการอ่านอีกทีนึง หนังสือที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันแต่ก็ทำให้ซึ้งไปกับเนื้อหาด้วยเช่นกัน

OneDay

อันดับที่ 1 One Day ของ David Nicholls

ขอยกให้เลย ตั้งแต่ลีลาการเขียน การผูกเรื่อง และพระเอกนางเอกที่น่ารักที่ทำให้ผู้อ่านต้องลุ้นให้พวกเขาลงเอยกันสักที ต้องขอคารวะผู้เขียนด้วยค่ะ 😉

The Discovery of Witches- Deborah Harkness Review

discovery of witches cover

โพสต์แรกของปี 2013 กว่าจะได้โพสต์ก็ปาไปปลายเดือนเลยนะคะ ;-(

วันนี้ขอเอาหนังสือเรื่อง The Discovery of Witches ของ Deborah Harkness มาแนะนำ นิยายเรื่องนี้วางขายตั้งแต่ปี  2011 และก็ติดอันดับหนังสือขายดีไปเรียบร้อย แม้จะเป็นนิยายเรื่องแรกของDeborah แต่เธอก็เล่าเรื่องที่สนุกจนวางไม่ลง และก็แสดงโลกในจินตนาการที่น่าตื่นเต้นลึกลับของเธอได้ออกมาอย่างชัดเจน

The Discovery of Witches เปรียบได้กับ Harry Potter ภาคโตเป็นผู้ใหญ่ และคล้ายๆ นิยายแนวเวทย์มนต์ที่ออกไล่ๆ กันคือ The Night Circus ในแบบที่เป็นกันเองกับผู้อ่านมากกว่า ไดอาน่า นางเอกของเรื่องสืบเชื้อสายแม่มดที่เก่าแก่แต่เธอกลับหลีกเลี่ยงการใช้พลังพิเศษ หรือการคบหาสมาคมกับเผ่าพันธ์เดียวกัน เพราะอยากจะเป็นคนธรรมดา แต่วันหนึ่งเธอดันไปปลดล็อคคัมภีร์โบราณที่เธอไม่รู้ว่าคืออะไรโดยไม่ตั้งใจ คราวนี้แหละสัตว์ประหลาดในโลกทั้งหลายก็มาเฝ้าติดตามเธอเพื่อหาทางแย่งชิงคัมภัร์นี้ให้ได้ แม่มดที่อ่อนเวทย์มนต์อย่างเธอก็คงเสร็จไปแต่แรกถ้าไม่มีแมทธิว แวมไพร์ผู้ลึกลับออกมาปกป้อง

นิยายเรื่องนี้เต็มไปด้วยปริศนา แต่ผู้เขียนก็เดินเรื่องได้อย่างรวดเร็วไม่หวงไม่กั๊กอะไร เพราะเธอมีดีเรื่องราวหักมุม และตัวละครที่น่าสนใจมาเติมเต็มอยู่เรื่อย ที่สำคัญแม้เรื่องนี้จะเล่มหนามาก แต่มันยังไม่จบนะ ! เป็นเพียงเล่มแรกของนิยายไตรภาคที่ชื่อ The All Souls Triology ต้องติดตามค่ะ

The Casual Vacancy, J.K. Rowling Review

หนังสือเล่มใหม่จากผู้ให้กำเนิดแฮรี่ พอตเตอร์ คราวนี้เจเคขอเปลี่ยนมาเขียนนิยายแนวสังคมดำมืด บางคนบอกว่านี้เป็น dark comedy อ่านแล้วก็รู้สึก dark มาก แต่ให้ตรง comedy น่ะมันอยู่ไหน บางคนอาจจะมองว่าสถานการณ์ที่ตัวละครบางตัวเผชิญอยู่มันก็ตลกนะ แต่อ่านแล้วกลับรู้สึกสมเพชมากกว่าขำ

เรื่องดำเนินอยู่ในเมืองเล็กๆ ในอังกฤษ ตัวละครก็คือชาวเมืองนั้น เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อสมาชิกในสภาหมู่บ้านเสียชีวิต จึงมีการเลือกตั้งทดแทน และการเมืองท้องถิ่นก็เผยให้เห็นความเห็นแก่ตัวและคับแคบของชาวบ้าน

ปัญหาในเรื่องนี้คือเจเค go dark ไปหน่อย ใช่เธอเป็นนักเล่าเรื่องที่ใช้ภาษาได้ดี และมีความละเอียดในการสร้างโลกให้ตัวละครของเธอ แต่ในเรื่องนี้ตัวละครมีหลายตัว แต่ไม่มีตัวไหนที่น่าสนใจหรือน่าติดตามเลย ประกอบกับการดำเนินเรื่องที่ช้า พาลทำให้จะหลับ และละความสนใจจากหนังสือไปอยู่เรื่อย

ไม่ใช่เพราะเปรียบเทียบเรื่องนี้กับแฮรี่ พอตเตอร์เลยทำให้ไม่สนุก นิยายที่ว่าด้วยหมู่บ้านหรือเกิดขึ้นในบ้านของคนจนธรรมดาก็มีมากมายที่ทำให้เรารักตัวละครและเปิดใจให้สังคมมากขึ้น เจเคต้องไม่ลืมว่าจะเขียนนิยายสะท้องสังคมก็นึกถึงคนอ่านด้วย ต้องดึงเขาเข้าสู่โลกของเราก่อนนะ คราวหน้าเอาใหม่นะ เจเคต้องทำได้ค่ะ

The Historian, Elizabeth Kostova review

ที่จริงหนังสือเล่มนี้เป็น bestseller ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2005 แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรียนต่ออยู่เลยไม่มีโอกาสอ่าน จนเดือนที่แล้วไปเจอหนังสือ 700 หน้านี้วางขายอยู่ในราคาย่อมเยามากๆ เลยซื้อมาอ่านซะเลย

หนังสือวางplot ได้น่าสนุก มีกลุ่มของนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ที่ต้องการสืบค้นตัวตนที่แท้จริงของ Dracula ทันสมัยไหมล่ะ เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็ต้องแวมไพร์ และก็มีเรื่องประหลาดแปลกๆ เกิดขึ้นกับกลุ่มตัวละครเรื่อยๆ ให้น่าสงสัย การสร้างปมคลายก็กระจายไปทั้งเรื่องมันก็น่าจะอ่านเพลินใช่ไหมละ แต่ปัญหาของเรื่องมันมีดังนี้

1 ตัวละครหลักมี 3-4 ตัวและทุกตัวเดินเรื่องทั้งการเจอปมคลายปมด้วยการหาข้อมูลในห้องสมุด ! คือเราก็ไม่ได้รังเกียจห้องสมุดอะไร แต่มันเริ่มจะรู้สึกว่าทั้งคุณตัวเอกและตัวร้ายหมกมุ่นกับวิชาการเยอะไป พวกคนธรรมดาในเรื่องนี่ใช้ชีวิตอย่างปกติมาก

2 คุณผู้เขียนเธอใช้วิธีเล่าเรื่องผ่านจดหมายและบันทึกเป็นส่วนใหญ่ของเรื่อง ตัวละครตัวแรกไปเจอบันทึกของพ่อ ซึ่งคุณพ่อก็แทนที่จะคุยกับลูกก็เลือกที่จะเขียนเล่าเรื่อง ซึ่งพ่อก็เล่าเรื่องอาจารย์ของตนโดยการแนบจดหมายอาจารย์ให้อ่าน และก็กลับมาที่บันทึกแล้วก็จดหมายใหม่ คือมันอ่านแล้วเหนื่อยเกินไป คิดว่ามีนิยายหลายเรื่องที่เดินตอนสำคัญด้วยจดหมายและก็น่าติดตามดี แต่พอมัน 500 หน้าไปแล้ว แถมยังมีแต่วิชาการก็เริ่มรู้สึกว่าใครจะเป็นจะตายก็ช่าง

ที่เหลือคุณผู้เขียนทำได้ดีการบรรยายฉาก สร้างอารมณ์ของเรื่องชัดเจน แต่ถ้าเธอเขียนอีกเล่ม คงต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะไหวไหมคราวนี้

84 Charing Cross Road: Helen Hanff

อีกหนึ่งเล่มที่หยิบมาจากเทศกาลหนังสืออังกฤษ ความจริงเล่มนี้เคยอ่านมานานมากแล้วแต่ไม่ได้อ่านครบอย่างรอบนี้ 84 Charing Cross Road เป็นเรื่องจริงที่ไม่โรแมนติกเลยแต่กลับต็มไปด้วยความน่ารักและน่าประทับใจ เรื่องเป็นบทสนทนาทางจดหมายในช่วงปี 1940-60 ระหว่างเฮเลน ฮัฟ นักเขียนชาวอเมริกัน และแฟรงค์ ดอล์ย พนักงานขายหนังสือที่ลอนดอน เฮเลนรักการอ่านวรรณกรรมอังกฤษที่แสนจะหาซื้อยากที่อเมรกา amazonก็ยังไม่มี เธอเจอโฆษณาของร้าน Marks & Co ที่ชำนาญในการซื้อขายหนังสือเก่า หนังสือหายาก เธอจึงลองติดต่อไปและก็ไม่ผิดหวังเพราะร้านสามารถสนองตอบความต้องการของเธอโดยดี

หนังสือมีเสน่ห์ที่การโต้ตอบของผู้เขียนหลักทั้งสองคือเฮเลน สาวห้าวโผงผาง ใจกว้างและตรงไปตรงมาตางสไตล์อเมริกันจ๋า และแเฟรงค์ผู้สุขุม เป็นทางการ ทำอะไรจริงจังแบบชาวอังกฤษ แฟรงค์เริ่มอ่อนข้อให้เฮเลน และติดต่อกับเธอฉันเพื่อนเมื่อเห็นถึงความรักในงานวรรณกรรม และความห่วงใยที่เธอมีต่อเขาและครอบครัวในช่วงหลังสงครามของอังกฤษ มันเป็นเรื่องราวของสังคมและยุคสมัย เหมือนกับเราได้อ่านจดหมายของคนรู้จักที่เราห่วงใย และอยากติดตามไปเรื่อยๆ เพราะหวังจะได้เห็นความสุขสมหวังของเขา จึงทำให้เรื่องสั้นๆ นี้จบลงด้วยน้ำตาและความประทับใจ

ในส่วนที่สองของเรื่องที่ไม่เคยได้อ่านมาก่อน เป็นเรื่องที่ต่อจากตอนแรกแต่อยู่ในลักษณะบันทึกของเฮเลน ในที่สุดนักเขียนไส้แห้งอย่างเธอก็มีเงินพอที่จะไปเยือนลอนดอนตามที่ฝันไว้ 20 กว่าปีแล้ว เธอไปในช่วงปี 70 เพื่อโปรโมตหนังสือเล่มใหม่ของเธอ เธอได้ไปเจอเพื่อนๆ จากร้านหนังสือ Marks & Co. และแฟนหนังสืออีกหลายคน เสน่ห์ของภาคนี้อยู่ที่บุคลิกความเปิดกว้างต่อโลกของเฮเลน เธอพร้อมที่จะเจอคนใหม่ๆ และทำอะไรที่ไม่คาดคิดได้เสมอทำให้เกิดเรื่องขำขันได้มากมาย สำหรับนักอ่านทั้งหลายก็จะเพลินไปกับการบรรยายที่เที่ยวของเธอ เพราะเธอมักจะเลือกและอินไปกับสถานที่ที่นักเขียนในดวงใจของเธอทั้งหลายพูดถึงหรือเคยมาเยือน ช่วงนี้จะเหมือนหนังสือนำเที่ยวลอนดอนและชานเมืองเลยค่ะ

อารมณ์ความรักแบบอบอุ่นขำขันในเรื่องนี้จะคล้ายๆ จดหมายรักจากเกิร์นซีย์เลยค่ะ ใครชอบแนวนี้ต้องอ่านทั้งสองเรื่องเลยนะคะ

 

Bill Bryson: Shakespeare : The world as stage

รีวิวหายไปนานเลยค่ะ เรื่องของเรื่องก็คือหาหนังสือที่อยากแนะนำไม่ได้ มีแต่เรื่องที่จบแล้วก็จบกันไป แถมกลายเป็นว่าเรื่องล่าสุดที่อ่านแล้วติดหนึบจนวางไม่ลงดันมาเป็น non fiction เสียอีก

ล่าสุดที่ไปอังกฤษมา บ้านเมืองเขากำลังเฉลิมฉลองความเป็นอังกฤษแบบสุกฤทธิ์ ตรงมุมแนะนำหนังสือในร้านหนังสือก็จะวรรณกรรมที่เกี่ยวกับอังกฤษทั้งหลาย หนึ่งในนั้นก็มีเล่มนี้ Shakespeare : the world as stage ของ Bill Bryson นักเขียนที่ฝีปากกาแสนจะคมคาย

ที่หนังสือเรื่องนี้อ่านสนุก ไม่ได้เป็นเพราะเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจของ Shakespeare เท่านั้น แต่เป็นเพราะการค้นคว้าที่ลึกและละเอียดของ Bryson ที่ผสานเข้ากับฝีปากกาที่คมกริบและเต็มเป็นด้วยอารมณ์ขัน

เขานำเสนอข้อเท็จจริงทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่ประวัติของการเขียนชีวประวัติของ Shakespeare ของนักค้นคว้าแต่ละคน และเล่าเรื่องที่ฟังดูแล้วน่าจัน่าเบื่อให้กลายเป็นเรื่องตลกแบบที่ต้องหัวเราะออกมาดังๆ พอมาถึงตัว Shakespeare ถึงคุณผู้อ่านแต่ละคนก็น่าจะพอรู้ที่ไปที่มาของเขาบ้างแล้ว พอมาสัมผัสวิธีเล่าเรื่องของ Bill คุณก็จะอ้าปากหวอและขอให้เขาเล่าต่อให้จบไวๆ เหมือนกับการฟังคนที่คุยเก่งคุยเรื่องสนุกๆ ให้ฟัง

นี่เป็นครั้งแระที่ได้อ่านหนังสือของ Bill Bryson ตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงมี Bestseller แนววิทยาศาสตร์ อย่าง The history of nearly everything ได้ ก็เพราะฝีปากกาที่คมและแม่นอย่างนี้นี่เอง ต้องไปหาหนังสือของเขาเพิ่มแล้วล่ะ