Tag Archive | review

Review: The Perks of being a Wallflower, Stephen Chbosky

ข้อดีของการเป็นไม้ประดับ นวนิยายเรื่องแรกของ Stephen Chbosky ชวนให้สงสัยว่าการเป็นไม้ประดับมันดีอย่างไร นิยายเรื่องนี้ว่าด้วยมุมมองของชาลี หนุ่มน้อยวัย15 ที่แสนจะขี้อาย เก็บกด เรื่องเล่าจากมุมมองของเขา อ่านดูจะคล้ายๆ The Catcher in the Rye ของ J.D. Salinger ที่ว่าด้วยชีวิตของวัยรุ่นที่แสนจะว้าวุ่น

ชาลีเป็นน้องคนเล็กของบ้าน มีพี่ชายเป็นนักฟุตบอลสุดเท่ห์ที่ได้ทุนไปเรียนมหาวิทยาลัย และพี่สาวสุดสวยแสนป็อบที่พยายามแอบน้องชายของตัวเองเพราะกลัวจะทำให้เสียภาพพจน์

ชีวิตของชาลีสูญเสียคนที่เขารักถึงสองคนคือน้าเฮเลน และไมเคิลเพื่อนสนิทของเขาที่ฆ่าตัวตาย จากการเล่าเรื่องของชาลี ผู้อ่านจะรู้ว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่อารมณ์อ่อนไหวอ่อนโยน เข้าอกเข้าใจและให้อภัยผู้อื่นเสมอ เราจะรู้ว่าความช่างคิดของเขาทำให้เขาเป็นคนที่ช่างสังเกตและฉลาดเกินวัย แม้จะเก็บเนื้อเก็บตัวไม่แสดงออกให้ใครรู้ว่าเขาคิดอะไร หรือต้องการอะไรเลย

จนเขาเจอคนพยายามจะกระตุ้นเขาคือครูบิล ครูคนใหม่ที่เห็นถึงไหวพริบของชาลี และพยายามจะกระตุ้นการแสดงออกของเขาโดยไม่ให้เขารู้ และแพทริกกับแซม รุ่นพี่ที่โรงเรียนที่บุคลิกน่าสนใจและเปิดรับชาลีมาเข้ากลุ่ม และค่อยๆ พาเขาเข้าสังคม ทำให้ชาลีได้รู้จักกับชีวิตวัยรุ่นที่แท้จริง ได้รู้จักกับความรัก ชีวิตได้ถูกกระตุ้นเสียจนไปเจอปมว่าเพราะอะไรเขาได้เป็นคนเช่นนี้

ผู้อ่านจะยิ้มไปกับการเล่าเรื่องการชาลีที่ตรงไปตรงมาไม่มีการปิดบังอะไร ทำให้เราลุ้นและประทับใจไปกับการเติบโตขึ้นของเขา ชีวิตของชาลีในช่วงของการเปลี่ยนแปลงนี้ก็มีอะไรให้เรากลับไปคิดถึงความสัมพันธ์ของเราและคนรอบข้างเช่นกัน

Sins of the father- Jeffrey Archer

มาแล้ว สำหรับผู้ที่อดทนรอเล่ม 2 ใน The Clifton Chronicles,  Sins of the fathers เล่าเรื่องชะตากรรมของ Harry ต่อจาก Only time will tell อย่างไม่รอช้า ที่ฝั่งอเมริกา ความตั้งใจที่จะเริ่มชีวิตใหม่ของ Harry ต้องสะดุดลง เมื่อชื่อที่เขาขโมยมาดันกลายเป็นชื่อของฆาตกรที่ถูกตำรวจไล่ล่า! เอ็มม่าเองก็พยายามตามหาแฮรี่อย่างไม่ย่อท้อ ความพยายามของเธอทำให้ไปเจอขุมทรัพย์ชิ้นใหญ่ ในขณะที่ไจลส์ จำใจต้องสมัครเป็นทหารเพื่อพบกับพวกนาซีที่ฝรั่งเศส แต่ก็ได้สร้างวีรกรรมบางอย่างที่จะเกิดผลกระทบกับชีวิตของแฮรี่

Jeffrey Archer ถึงตอนนี้แล้วก็ต้องรับมาเป็นนักเล่าเรื่องมือฉมัง ทั้ง 300 กว่าหน้าของเล่มนี้ ผู้อ่านจะหยุดอ่านไม่ได้จนกว่าจะรู้ว่าที่สุดแล้วพวกเขาจะเป็นอย่างไร เพียงเพื่อที่จะเจอเงื่อนงำก้อนใหญ่ที่ต้องไปรอเฉลยในเล่ม 3 !

อ่านรีวิว only time will tell ได้ที่นี่ https://kratenbooks.wordpress.com/2012/01/18/only-time-will-tell-jeffrey-archer-review/

The Night Circus, Erin Morgenstern Review

เดอะ ไนท์ เซอร์คัส โดยเอริน มอร์เกิร์นสเติร์นเป็นนวนิยายที่เต็มไปด้วยเวทย์มนตร์ ภาพลวงตาที่งดงาม และความรักที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน บรรยากาศคล้ายๆ Jonathan Strange & Mr.Norrelle  ผสม Harry Potter แต่มีตัวละครรันทดแบบเด็กๆ ของ Charles Dickens

ซีเลียและมาร์โคเป็นเด็กกำพร้าสองคนที่ถูกจับให้มาอยู่ในโลกแห่งเวทมนตร์เพื่อเข้าสู่เกมการแข่งขันที่ทั้งสองไม่ทราบถึงกฎเกนฑ์ ฉากหลังของเรื่องคือคณะละครสัตว์ดู เรฟ ที่ต้องมีผู้ที่เกี่ยวข้องในการแข่งขันของทั้งสองมากมาย แต่ใครเป็นใคร มีหน้าที่อะไร มันยากที่จะรู้ว่าใครอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ ในเมื่อแม้แต่ซีเลียก็ยังไม่รู้ว่ามาร์โคคือใครเลย

ผู้เขียนบังคับให้ทั้งสองสู้กันโดยการสร้างสรรค์เต้นท์ละครสัตว์ที่วิจิตรพิสดารทีละเต้นท์ ทั้งสองแม้จะเป็นคู่แข่งแต่ก็อดชื่นชมผลงานของอีกฝ่ายไม่ได้ นิยายเรื่องนี้จึงกลายเป็นนิยายรักที่ยากจะคาดเดาตอนจบได้

นอกจากจะบรรยากาศของเรื่องจะเต็มไปด้วยความอลังการของเต้นท์ละครสัตว์แต่ละเต้นท์แล้ว เนื้อเรื่องยังมีตัวละครหลากหลายที่ลึกลับบ้าง น่ารักบ้างมาเติมสีสันให้เนื้อเรื่องเดินและทำให้ได้รู้จักกับตัวเอกกันมากขึ้น เนื้อเรื่องจะเดินสลับระหว่างซีเลีย นักมายากลสาวสวยที่แต่งกายงดงามดาวเด่นของคณะกับมาร์โคหนุ่มหล่อนักสร้างภาพหลอนที่มารับหน้าที่เลขาของเจ้าของละครสัตว์ แม้บางช่วงผู้เขียนจะบรรยายเรื่องด้วยการอธิบายฉาก แต่ภาพมันก็งดงามมาก แล้วบทจะมีแอ็กชั่นขึ้นมา ผู้อ่านจะรู้สึกว่าสั้นเกินไป แต่ความสัมพันธ์ของตัวละครหลักทั้งสองก็เป็นเรื่องที่น่าติดตาม พวกเขาจะรักกันจริงหรือจะเพียงสร้างฉากให้อีกฝ่ายตกหลุม คนอ่านเดาตอนจบไม่ได้แน่นอน

รีวิวหนัง The Hunger Games ในมุมของแฟนหนังสือ

 

หน้านี้เป็นรีวิวหนังนะคะ รีวิวหนังสือได้ที่หน้านี้ https://kratenbooks.wordpress.com/2011/10/07/the-hunger-games-review-รีวิวฮังเกอร์-เกมส์/

ในที่สุดก็ได้ไปดูหนัง The Hunger Games ที่เราอ่านหนังสือไปแล้วหลายๆ รอบ และก็อินไปกับโลกในหนังสือนั้นมาก

หนังสองชั่วโมงกว่าดูแล้วก็รู้สึกว่าแป๊บๆ เอง เพราะเพลินไปกับการเห็นตัวละครที่เราชอบในแบบที่มีชีวิตชีวา ไม่ได้ขัดขวงกับตัวไหนเลย แต่ที่ชอบที่สุดก็คือแคตนิสที่ Jennifer Lawrence เล่นได้แข็งแกร่งสมเป็นแคทนิส แม้จะไม่ได้อดโซเหมือนในหนังสือ แถมตอนเล่น Winter’s bone  Jen ยังดูสะบักสะบอมปางตายกว่าใน Hungers Game เสียอีก

เลยคิดว่าในฉบับภาพยนตร์ ความโหดร้ายรุนแรงทุกอย่างถูกลดระดับลงมา ทั้งในตัว Arena และสภาพสังคม เราอดเห็นความโหดร้ายของผู้ปกครองเพราะพวก Avox หายไปหมด คนดูหนังเลยไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนต้องเล่นไปตามเกมส์ เขต 13 ที่ถูกทำลายไปทั้งเขตเพราะกบฎก็ไม่ได้เห็น พอขาดมุมนี้ เพื่อนที่ไม่ได้อ่านหนังสือแต่ไปดูหนังเลยรู้สึกว่าหนังไม่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่และซ่อนเร้น ส่งเด็กไปฆ่ากันแล้วก็จบ

ในมุมการต่อสู้ในarena เลยทำให้หนังถูกเปรียบเทียบกับหนังญี่ปุ่น Battle Royale ทั้งๆ ที่ในหนังสือ การต่อสู้ไม่ได้เป็นประเด็นหลักเลย แต่การพยายามเอาตัวรอดในพื้นที่ที่ยากลำบาก และการถูกทั้งผู้คุมเกมส์และผู้เล่นคนอื่นตามล่าเป็นปัญหาหลักของแคทนิสต่างหาก กว่าเธอจะหาน้ำดื่มสักอึกได้เธอก็แทบตาย การดักหาอาหารในแต่ละมื้อเราแทบไม่ได้เห็นเลย ความร่วมมือระหว่างแคทนิสกับรู จนไปถึงเทรซ ที่กลายเป็นไฟแห่งความหวังสำหรับสังคมที่ถูกกดขี่ก็ไม่ได้ถูกนำเสนออย่างชัดเจน และการที่เลือดสาดน้อยไป ที่ปีต้าไม่ได้เสียขาและแคทนิสไม่ได้เสียหู เลยทำให้ทุกอย่างสวยงามไปหน่อย สุดท้ายคือเสียดายที่ไม่ได้เห็นเกมส์เอาใจคนดูของแคทนิสตอนที่ดีกับปีต้า จนตอนจบเกมส์ปีต้ายังสับสนว่าตกลงเป็นอย่างไรกันแน่

ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้เนื้อหาจะถูกทำให้เรียบง่ายและความโหดร้ายถูกลดระดับกว่าในหนังสือมาก แต่ก็ยังรอดู Catching Fire อยู่ดี เพราะเกมส์ถูกยกระดับขึ้น แถมมีตัวละครเด่นๆ อย่างฟินนิกและโจแอนนาที่จะมีสร้างสีสันให้มันส์หยดแน่นอน

โอลีเวียร์ นิวตัน จอห์น กรีส และแฟชั่นแบบ 50s

ไหนๆ เห็นโอลีเวียร์ นิวตัน จอห์นกำลังจะมาคอนเสิร์ตที่เมืองไทยอาทิตย์นี้แล้ว เลยอยากจะพูดถึงแฟชั่นที่ฮือฮาที่สุดของเธอจากหนังเรื่องกรีส ซึ่งกลายเป็นภาพติดตาเวลาที่พูดถึงเธอก็จะนึกภาพสาวในไร้เดียงสาในกระโปรงบานๆ จนถึงภาพสาวสุดเซ็กซี่ในชุดรัดรูปสีดำ

แม้ว่าเรื่องกรีสจะถูกสร้างขึ้นช่วงปี 70 ในมันเป็นหนังย้อนยุคที่ว่าด้วยเรื่องวัยรุ่นในปี 50 ปลายๆ ยุคที่ icon ดังๆ ช่วงนั้นก็จะมี Elvis Presley และ Marilyn Monroe ความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมแฟชั่นในช่วงนั้นคือสามารถผลิตเสื้อผ้าด้วยวัสดุซินเทติกและอะครีลิกที่ทำให้ราคาถูกขึ้น และเนื้อผ้าก็รัดรึงร่างกายมากขึ้น ทั้งเสื้อเชิ้ตและเสื้อsweater ช่วงนั้นผู้หญิงจะหันมานิยมโชว์สัดส่วนความเป็นหญิง แต่แทนที่จะใส่คอร์เซ็ตเหมือนโบราณก็จะกลายเป็นใส่บราเสริมทรงใส่เข็มขัดใหญ่ๆ เพื่อเน้นเอวแทน ในท่อนล่าง วัยรุ่นสาวจะเลือกใส่กระโปรงบานๆ ที่ยาวเลยเข่า โดยเฉพาะกระโปรงลายหมาพูเดิ้ล เรียกว่าฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองเลยไอเท็มนี้ เอาไปใส่เต้นสะบัดได้เลย

ส่วนกางเกงสาวๆ ก็ชอบใส่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นกางเกงรัดรูปที่ยาวเลยเข่าเช่นกัน ช่วงนั้นๆ สาวๆ ยังไม่ค่อนใส่ยีนส์ในชีวิตประจำวันเหมือนหนุ่มๆ

ส่วนทรงผมนั้น สาวๆ จะชอบดัดผมเป็นลอนๆ ส่วนหนุ่มๆ โดยเฉพาะกลุ่มกรีสเซ่อส์ที่รักการเล่นรถเป็นชีวิตจิตใจจะต้องไว้ผมหน้ายาวและใช้นำ้มันเสบจัดทรงมันเท่านั้นถึงจะทันสมัยสุดๆ

เรียกว่าวัยรุ่นยุค 50 เป็นวัยรุ่นยุคแรกที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก จนสร้างตลาดกลุ่มเด็กหนุ่มสาวขึ้นมาได้เลย

มาปิดท้ายด้วยภาพแฟชั่นสวยๆ จากยุค 50 นะคะ

Anna Karenina, Leo Tolstoy Review

หนังสือที่สะท้อนความฉาบฉวยของชีวิตครอบครัวที่เริ่มต้นอย่างเปราะบาง และหนึ่งในนิยายรักที่โด่งดังที่สุดในโลก แม้แต่ผู้เขียนลีโอ ตอยสตอยยังมองว่าแอนนา คาเรนีน่าเป็นผลงานชิ้นเอกของเขา ตอลสตอยใช้เกือบ 5 ปีเขียนนิยายเรื่องนี้ ซึ่งเขาเขียนเป็นตอนๆ พิมพ์ในนิตยาสาร ซึ่งเป็นวิธีแพร่งานในศตวรรษที่ 18 ตอลสตอยเขียนถึงวิถีชิวิตของชนชั้นสูงในรัสเซีย ความกลวงและฉาบฉวยของสังคม และความอยุติธรรมที่สังคมมองผู้หญิง

แอนนา คาเรนีน่าสาวงามในสังคมได้แต่งงานกับอเล็กซี คาเรนิน ขุนนางผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ที่แก่กว่าเธอถึง 20 ปี ระหว่างที่แอนนาไปเยี่ยมครอบครัวของพี่ชายก็ได้พบวรองสกี้ ทหารม้าหนุ่มจากครอบครัวดีที่ตกหลุมรักเธออย่างจัง และเพียรจีบเธออย่างไม่ลดละ นิยายมีตัวละครมากมายหลายตัวที่ผู้อ่านได้พบเจอตลอดทั้งเรื่อง และต่างก็ให้ความคิดเห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราได้ติดตามมุมมองของคนที่รักแอนนาจริงๆ และเพื่อนที่คบเธอแต่เพียงฉาบฉวย เมื่อหัวใจของแอนนาพ่ายแพ้ต่อวรองสกี้ เธอก็ไม่สามารถคบเขาเป็นชู้เล่นๆ เหมือนที่เพื่อนสาวสังคมคนอื่นๆ แนะนำและทำกัน เพราะเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกที่ถูกแนะนำให้เลือกสามีเพราะยศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่ใช่ความรัก และมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่สามีของใครๆ ต่างก็ทิ้งภรรยาไปมีชู้ ภรรยาถึงต้องมีของเล่นของตนบ้างๆ แถมใครๆ ก็ชื่นชมวรองสกี้ที่ไปคบกับภรรยาของคนใหญ่คนโตได้ แต่แอนนาไม่สามารถคบเขาได้แบบครึ่งๆ กลางๆ เธอรักแรงรักจริง ต้องการให้สามีหย่า เธอจะได้ไปอยู่กับวรองสกี้ได้ สามีก็ไม่ยอมหย่า เธอต้องกดดันวรองสกี้ให้พาเธอหนีไป แต่ชีวิตสองต่อสองกลับไม่สวยงามอย่างที่คิด วรองสกี้ยังมีความทะเยอทะยานทางการงานและเข้าสังคมได้ตามปกติ ในขณะที่แอนนาถูกรังเกียจจากกลุ่มสังคมเดิมของเธอจนทนอยู่ในเมืองไม่ได้ ชีวิตเธอถูกบีบให้คับแคบ ในขณะที่วรองสกี้ถูกครอบครัวกดดันให้ทำงานและคบกับผู้หญิงที่เหมาะสม ผู้อ่านต้องเศร้าไปกับแอนนาที่มองไม่เห็นทางออกของเธอจริงๆ

เนื้อเรื่องถูกเล่าจากบุคคลที่สาม ที่พอจะรู้ใจตัวละครที่เดินเรื่องอยู่ในแต่ละตอน โทนของตอนขึ้นอยู่กับบุคลิกของตัวละครแต่ละตัว แต่ก็ทำให้ผู้อ่านได้เห็นมุมมองของคนในสังคม และมันช่างแตกต่างเหลือเกินในสิ่งที่เขามองแอนนาและวรองสกี้ ทั้งคู่ควรถูกโทษทั้งสองคนหรือเปล่า แต่ทำไมสังคมถึงมองว่าผู้หญิงที่กล้าทำตามหัวใจของตัวเองเป็นผู้ผิด ในขณะที่ผู้ชายที่ทำตามกิเลสของตนยังได้รับการให้อภัยมาเสมอ นี่ก็ผ่านมา100 กว่าปีแล้วจากที่นิยายเรื่องนี้ถูกเขียน สังคมเราเปลี่ยนไปบ้างหรือยัง

When God Was a Rabbit, Sarah Winman Review

When God Was a Rabbit เป็นอีกหนึ่งนิยายที่ว่าด้วยความสัมพันธ์อันใกล้ชิดแต่ลึกลับในครอบครัว อย่าง We need to talk about Kevin แต่การติดตามตัวละครและการเล่าเรื่องไปเหมือนกับ One Day ที่จะเล่าเรื่องจากปากของตัวเอกในวัยนั้นๆ

เอลลี่ มีพี่ชายที่แก่กว่า 5 ปีคือโจ เรื่องเริ่มที่วัยเด็กของทั้งคู่ เหตุการณ์ที่พวกเขาเจอที่ทำให้แตกต่างจากคนอื่นๆ จนโตเป็นผู้ใหญ่ แม้จะประสบความสำเร็จในการงาน แต่ทำไมทั้งคู่กลับมีเพื่อนยาก และรู้สึกว่ามีกันและกันเท่านั้นที่รู้จักกันดีที่สุด

เนื้อเรื่องฟังเหมือนจะซีเรียสและเศร้า แต่มันกลับถูกเล่าด้วยมุมมองที่ประชดประชันและขบขัน ทำให้อ่านเพลิน จะสงสารก็สงสาร แต่ก็ขำด้วย เนื้อเรื่องคาดเดาไม่ได้ และบางทีพอเฉลยปม เราก็ยังไม่เข้าใจเหตุผล อาจเป็นเพราะที่เป็นเรื่องแรกของผู้เขียน มันก็มีความเป็นตัวของตัวเองและน่าสนใจ เป็นนิยายแนวน้องสาวกับพี่ชายที่ซึ้งกินใจค่ะ