Tag Archive | Reviews

January’s favorite book

เดือนนี้ก็Review หนังสือใหม่ไปหลายเล่มเลยนะคะ ตั้งแต่ Aleph, 11.21.63, Only Time Will Tell, The Help และก็ Extremely Loud and Incredibly Close. เล่มไหนเป็นอย่างไรบ้างก็ตามดูได้ใน link หน้ารีวิวตรงขวาล่างของmain page ค่ะ

ในบรรดาเรื่องดังกล่าวก็มีทั้ง Drama/คติสอนใจใน Aleph  Thriller ลุ้นระทึกฝั่งอเมริกัน ใน 11.21.63 Thriller/drama ฝั่งอังฤษใน Only Time Will Tell Drama/Comedy เพื่อสังคมใน The Help แล้วก็ Art/Drama แบบซึ้งเงียบๆ ใน Extremely Loud and Incredibly Close ก็ขอมาบอกถึงเรื่องที่ชอบที่สุดแล้วกันนะคะ ซึ่งก็เลือกยากมาก แต่ผู้ชนะก็คือ……..The Help !!!

นั่นเอง เพราะเป็นเรื่องที่อ่านจบแล้วยังFeel good และอยากติดตามชีวิตของคุณเธอทั้งหลายในเรื่องต่อเลย คุณผู้อ่านได้อ่านอะไรที่ประทับใจบ้างช่วงเดือนนี้ก็เล่าให้ฟังบ้างนะคะ

Extremely Loud and Incredibly Close, Jonathan Safran Foer Review

ที่ผ่านมารีวิวหนังสือเด็กที่ผู้ใหญ่อ่านได้อ่านดีมาหลายเรื่องแล้ว คราวนี้ลองมารีวิวหนังสือเด็กที่เด็กอ่านไม่ได้บ้างดีกว่า!

Extremely Loud and Incredibly Close เล่าเรื่องโดยน้องออสก้า เชลล์วัย 9 ขวบ ออสก้าเป็นเด็กที่ฉลาดเกินวัย ช่างคิดช่างถาม ชอบคิดประดิษฐ์อุปกรณ์ต่างๆ และพอคิดอะไรก็ต้องโพล่งออกมาอย่างนั้น! คนเดียวที่รับมือกับน้องออสก้าได้อย่างดีคือคุณพ่อที่มีความฉลาดหลักแหลมยิ่งกว่าออสก้าเสียอีก ทั้งสองมีเกมส์ไขปริศนาที่มักเล่นด้วยกัน แต่ถึงวันที่น่าเศร้าตามที่ออสก้าเรียก วันที่ 11 กันยาที่ตึกเวิล์ดเทรดถูกโจมตี ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ออสก้าได้เจอพ่อ เนื้อเรื่องบรรยายด้วยเสียงความคิดของออสก้าตรงๆ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในหัวของเขา ต้องตามความคิดตวามรู้สึก บทสนทนา การใจลอย คิดนอกเรื่องเป็นบางครั้ง ทำให้ผู้อ่านพลอยหลงรักหรือไม่ก็อยากจับน้องออสก้าที่คิด พูด ทำอะไรพิเรนๆ มาตีก้นสักทีสองที ผู้อ่านได้ติดตามการตามหาปริศนาสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ให้ออสก้า ปริศนาที่ทำให้ออสก้าต้องลงทุนหลอกแม่ หลอกครูเพื่อไปตามหาผู้คนที่จะช่วยไขปริศนานั้นได้ ตลอดทั้งเรื่องก็จะมีหลักฐาน รูปถ่ายต่างๆ ที่ออสก้าเก็บไว้ให้เห็น เหมือนการแอบดูบันทึกของเด็ก ตัวเรื่องบางทีก็ตามยากมาก เพราะออสก้าคิดอะไรวนไปวนมาน่ารำคาญ เหมือนเด็กจริงๆ ที่ผู้ใหญ่จะต้องใจเย็นด้วย แต่ถ้าติดตามไปเรื่องๆ ก็จะมีหลายจังหวะที่เด็กน้อยพาไปให้เราเจอเรื่องซึ้งๆ แต่มันเหนื่อยมากกว่าจะไปถึงตรงนั้น ดูหนังน่าจะง่ายกว่าสำหรับเรื่องนี้!

The Help, Kathryn Stockett Review

The Help เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ออกมานานแล้วแต่เราหลบหลีกไม่กล้าอ่านมานานมาก เพราะพออ่านดูเนื้อเรื่องจากปกหลังแล้วกลัว…กลัวมาก มันบอกว่าเกี่ยวกับผู้หญิงผิวขาวที่พยายามช่วยบรรดาแม่บ้านผิวดำที่ถูกเอาเปรียบและเหยียดสีผิวจากคนผิวขาวในอเมริกายุค 1960 ก่อนที่จะเกิดการประท้วงเพื่อความเท่าเทียมขึ้น ไอ้เราที่เรียนวรรณคดีมาก็หลอนไปถึงวรรณกรรมคนผิวสีในยุคนั้นที่ต้องอ่าน และไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ เรื่องที่เขียนจากหัวใจมันก็ลึกซึ้งทั้งนั้น แต่ไอ้อารมณ์ขมขื่นเศร้าสร้อยมันหลอนมาเลย ทำให้ไม่กล้าอ่านเรื่องนี้เพื่อความบันเทิง แต่หลังจากที่หนังออก (ไม่ได้ดูเพราะเหตุผลเดียวกัน) และเริ่มเห็นคลิปจากหนังว่ามันก็ดูขำๆ นะ ประกอบกับรีวิวที่ดีเหลือเกิน ก็เลยหามาอ่านแล้วก็ต้องเขกหัวหัวเองไป 3 ป็อกในฐานะที่โง่และคิดคับแคบอยู่นานมาก

The Help พูดถึงประเด็นที่เศร้าก็จริง แต่ผู้เขียนดำเนินเรื่องผ่านแม่บ้านหญิงผิวสีสองคนที่สู้ชีวิต ฉลาด หลักแหลม และมีอารมณ์ขัน อเบอร์ลีนเป็นผู้หญิงเก่ง มีหลายจังหวะที่เธอต้องส่ายหัวหน่ายใจเพราะความดักดานของนายจ้างของเธอ แต่กระนั้นเธอก็รักลูกของนายจ้างเสมือนกับเป็นลูกของเธอเอง มินนี่ เพื่อนรักของอเบอร์ลีนมีฝีมือทำอาหารที่ขึ้นชื่อลือชาไปทั่วเมือง แต่เธอหางานทำไม่ค่อยได้เพราะฝีปากที่จัดจ้าน ที่ทำให้ถูกนายเก่งไล่ออก แถมยังแค้นจนตามไปบอกว่าที่นายจ้างทุกคนของมินนี่ให้เปลี่ยนใจ

เนื้อเรื่องเริ่มดำเนินไปกับแผนของสกีเตอร์ เพื่อนของนายจ้างของมินนี่และอเบอร์ลีน สตีเตอร์ต่างจากผู้หญิงคนอื่นในเมืองเพราะเธอมีการศึกษาสูงและยังโสด ขณะที่คนอื่นๆ เป็นแม่บ้านกันหมด สกีเตอร์อยากเป็นนักเขียน และมีปนในใจที่อยากตามหาคอนสตานทีน แม่บ้านที่เธอรักมากที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตอนที่เธอไปเรียนมหาวิทยาลัย

กว่าทั้งสามจะได้จับกลุ่มกันก็ทุลักทุเลและเรื่องก็ดำเนินไปอย่างมีอารมณ์ขันและน่าติดตาม ตัวละครหลัก เพื่อนๆ ผิวสี ต้องลุ้นให้โปรเจ็คยักษ์ของทั้งสามสำเร็จลุล่วง แต่การเดินทางนั้นมีแต่เรื่องที่คาดไม่ถึง นี่เป็นเสน่ห์ของ The Help หนังสือโดยผู้หญิง เพื่อผู้หญิงที่อ่านแล้วจะอมยิ้มและมีกำลังใจสู้ต่อไป

Only Time Will Tell, Jeffrey Archer – Review

มหากาพย์เรื่องใหม่ของนักเขียน/นักการเมืองระดับท่าน Sir เริ่มแล้ว Jeffrey Archer เป็นอีกหนึ่งนักเขียนร่วมสมัยชาวอังกฤษที่มีความเข้าใจในเบื้องลึกเบื้องหนังของวงการการเมืองและการเงิน Only time will tell เป็นเล่มแรกใน Clifton Chronicles ที่ตามติดชีวิตของเด็กชาย Harry Clifton ที่แม้จะกำพร้าพ่อและยากจนแต่ก็ฉลาดเฉลียวเสียจนได้ทุนไปเรียนในโรงเรียนประจำดัง จนได้สนิทสนมกับทั้งลูกผู้ดีและเด็กทุนอื่นๆ สนิทถึงขั้นเข้าไปเกี่ยวพันรู้เบื้องลึกที่ไม่น่าเป็นไปได้ของนักธุรดังประจำเมืองและไปมีรักต้องห้ามกับน้องสาวของเพื่อนสนิท นี่พึ่งเล่มแรกที่เป็นการปูพื้นเรื่งก็มีปริศนามากมายแล้ว เนื้อเรื่องเล่าผ่านตัว Harry เพื่อนสนิท คนรัก และครอบครัวของเขา จนผู้อ่านได้เห็นปริศนาในมุมต่างๆ และลุ้นให้ตัวละครทั้งหลายเห็นคำใบ้เหล่านั้น ปริศนาบางอย่างได้คลี่คลายในเล่มนี้ แต่มันก็เปิดปมที่ใหญ่ยิ่งขึ้นให้ต้องติดตามต่อไป

อ่านรีวิวเล่ม 2 Sins of the father ได้ที่นี่ https://kratenbooks.wordpress.com/2012/04/25/sins-of-the-father-jeffrey-archer/

Aleph, Paulo Coelho – Review

นิยาย/บันทึกล่าสุดของนักเขียนที่เป็นเสมือนผู้นำทางจิตวิญณาน แถมยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลต้นๆ ในโลกของทวิตเตอร์ด้วย เปาโลกลับมากับ Aleph อันเป็นพยัญชนะตัวแรกในภาษาฮีบริว และยังมีความหมายพิเศษในภาษาอาราบิก เรื่องนี้จะเดินเรื่องคล้ายๆ หลายเรื่องที่เขาเป็นผู้เล่าเอง ผสมกับ The Alchemist ที่ผู้เล่ามีนิมิตตอนต้นเรื่องที่จะต้องไปตามหาปริศนาที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตน และปริศนานี้ก็พาผู้เล่าไปนั่งรถไฟทรานส์ไซบีเรีย ซึ่งแม้จะอยู่แต่ในประเทศรัสเซียแต่มันก็ข้ามทั้งยุโรปบางส่วนและเอเซียแทบทั้งทวีปทีเดียว ในดินแดนที่หนาวเย็นและห่างไหลนั้น เปาโลก็ได้พบผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมในอดีตชาติของเขา ในระหว่างการเดินทางเขาจะต้องหาทางแก้กรรมเพื่อปลดบ่วง ให้จิตวิญญานของเขาได้พัฒนา แต่กรรมมันก็แก้ได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่ทำไปแล้วก็ผ่านไปแล้ว มีทางเดียวคือจะต้องเผชิญกับเจ้ากรรมนายเวรของเขา หลักการในเรื่องเป็นหลักของพุทธศาสนาผสมกับคริสตศาสนา รวมทั้งมีข้อของทั้งยิวและอิสลามผสมอยู่ด้วย การเล่าเรื่องค่อนข้างจะตามง่ายกว่าเรื่องอื่นๆ ของเขาเพราะมีตัวละครที่หลายๆ คนคงเข้าถึงและสงสารอยู่ในเรื่อง คนที่ไม่ชินกับงานของเปาโลคงจะงงว่าทำไมเรื่องมันไปไม่ถึงไหนเลย แต่คนที่รู้จักเปาโลดีน่าจะเห็นด้วยว่าเรื่องนี้เดินเรื่องค่อนข้างเร็วแถมยังมีแอ็คชั่นมากกว่าปกติด้วย !